วันพฤหัสบดีที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๑

เห็นอริยสัจขจัดทุกข์

ตามธรรมดา เมื่อยังไม่รู้แจ้งเห็นแจ้งในอริยสัจ สรรพสัตว์ก็ย่อมเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏไม่รู้จบสิ้น เหมือนเมื่อยังมองไม่เห็นฝั่ง ผู้ที่ตกอยู่ในท้องทะเล ก็ย่อมว่ายวนอยู่ในห้วงทะเลนั้นโดยไม่มีจุดหมาย ชาวโลกทั้งหลายยังขาดเข็มทิศชีวิตที่จะนำพาตนไปสู่จุดหมายปลายทาง คืออายตนนิพพาน ต่อเมื่อได้ต้นทางคือดวงปฐมมรรค ด้วยการหยุดใจไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ จึงจะได้เข็มทิศชีวิตนำทางไปสู่อายตนนิพพาน ซึ่งเป็นที่ที่ปราศจากความทุกข์ มีแต่บรมสุขอย่างเดียว พวกเราทุกคนที่ปรารถนาเข็มทิศชีวิต ที่จะนำทางไปสู่ฝั่งพระนิพพาน ก็ต้องหมั่นทำใจหยุดใจนิ่งกัน แล้วความสำเร็จก็จะบังเกิดกับเราทุกๆ คน

มีพระพุทธพจน์ใน ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ความว่า

“ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ปริญฺเญยฺยํ , ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ ปหาตพฺพํ, ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํ สจฺฉิกาตพฺพํ, ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทา อริยสจฺจํ ภาเวตพฺพํ

อริยสัจคือทุกข์ อันเราพึงกำหนดรู้ อริยสัจคือทุกขสมุทัย อันเราพึงละ อริยสัจคือทุกขนิโรธ อันเราพึงทำให้แจ้งอริยสัจคือปฏิปทาให้ถึงความดับทุกข์อันเราพึงบำเพ็ญ”

*มก. ปฐมตถาคตสูตร เล่ม ๓๑/๔๒๐

*แม่บทหรือแก่นแห่งคำสอนที่สำคัญของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจสี่ เป็นหลักธรรมที่เราควรศึกษาและประพฤติปฏิบัติกันให้ได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าหรือพระอรหันตเจ้าทั้งหลาย ที่ท่านหลุดพ้นจากอาสวกิเลส ก็เพราะพิจารณาเห็นความจริงอันประเสริฐคืออริยสัจสี่นี่แหละ ซึ่งหลวงพ่อจะค่อยๆ อธิบาย ให้ลูกๆ ได้เข้าใจกันไปทีละข้อ โดยเริ่มตั้งแต่ข้อแรก คือ ทุกข์

ถ้าจะเปรียบทุกข์กับโรค ทุกข์ก็คือสภาพที่ป่วยเป็นโรค ทุกคนในโลกนี้ล้วนแต่มีความทุกข์กันทั้งนั้น เหมือนกับคนป่วย ที่ไม่รู้ว่าป่วยจากอะไร อะไรเป็นสาเหตุ และจะรักษาให้หายได้อย่างไร ฉะนั้น เราจึงต้องมาศึกษากันให้เข้าใจ จะได้รู้ว่าที่เรามีทุกข์อยู่ทุกวันนี้ มีสาเหตุมาจากอะไร แล้วจะได้รีบปฏิบัติให้หลุดพ้นจากทุกข์กัน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงค้นพบความจริงว่า สรรพสัตว์ทั้งหลายล้วนตกอยู่ในความทุกข์ จะเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี เป็นพระราชามหากษัตริย์ หรือเป็นพระเจ้าจักรพรรดิก็ตาม แม้ที่สุดเป็นพระภิกษุก็มีทุกข์ทั้งนั้น ต่างแต่ว่ามากหรือน้อย และมีปัญญาพอที่จะแก้ไขหรือไม่เท่านั้นเอง

พระพุทธองค์ได้ทรงแยกแยะให้เราเห็นว่า ความทุกข์นี้มี ๒ ลักษณะ ได้แก่ ทุกข์ประจำ เป็นความทุกข์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เป็นสภาพธรรมดาของสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งเมื่อเกิดมาแล้ว ก็ต้องแก่ต้องเจ็บและต้องตาย พระองค์ทรงเห็นแจ้งแล้วด้วยพระพุทธญาณ และชี้ให้เราเห็นว่าการเกิดนั่นแหละเป็นทุกข์ ทุกข์ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา พอจะคลอดก็ถูกความทุกข์บีบคั้น เพราะฉะนั้น เมื่อคลอดออกมาแล้ว สิ่งแรกที่เด็กทำคือร้องไห้จ้าจนสุดเสียง เพราะความเจ็บปวดและการเกิดนี่เองที่เป็นต้นเหตุ เป็นที่มาของความทุกข์อื่นๆ อีกมากมาย ถ้าเลิกเกิดได้เมื่อไหร่ ก็เลิกทุกข์เมื่อนั้น

อย่างที่สองคือทุกข์จร เป็นทุกข์ที่เกิดจากใจที่เสื่อมคุณภาพ ไม่อาจอดทนต่อเหตุการณ์หรืออารมณ์ภายนอกที่มากระทบได้ ทุกข์จรนี้ ก็ได้แก่ ความโศกเศร้าเสียใจ ความกระวนกระวายใจ ความน้อยเนื้อต่ำใจ ความท้อแท้เบื่อหน่าย ความอาลัยอาวรณ์ ความขุ่นข้องหมองใจ เสียใจจากการประสบสิ่งอันไม่เป็นที่รัก โศกเศร้าเมื่อพลัดพรากจากของรัก ความหม่นหมองจากการที่ปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้ในสิ่งนั้น แต่โดยสรุปเหตุที่ทำให้เกิดความทุกข์นั้น ก็คือ ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ห้า ยึดติดอยู่ในคน สัตว์ สิ่งของนั่นเอง พระพุทธองค์ทรงเป็นเหมือนแพทย์ผู้ชำนาญโรค สามารถแยกแยะอาการของโรคให้เราดูได้อย่างละเอียดชัดเจนอย่างนี้

สมุทัย ก็คือเหตุแห่งความทุกข์ทั้งหลาย มนุษย์ทั่วไปหาสาเหตุของความทุกข์ไม่เจอ จึงโทษไปต่างๆ นานา เช่นว่า เป็นการลงโทษของพระเจ้าผู้สูงสุดบ้าง ของผีสางนางไม้บ้าง แต่พระพุทธองค์ทรงเห็นแจ้งว่า ที่เรามีทุกข์กันอยู่ทุกวันนี้ สาเหตุมาจากกิเลสที่อยู่ในใจ ได้แก่ตัณหาความทะยานอยาก อยากได้ทรัพย์สินเงินทอง อยากให้คนยกย่องชื่นชม สรุปก็คืออยากได้ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และ อารมณ์ที่น่าพอใจ ที่ทำให้เราติดอยู่ในกามภพ ส่วนภวตัณหาก็นำไปสู่การติดอยู่ในรูปภพ และวิภวตัณหานำไปสู่การติดในอรูปภพ ความอยากเหล่านี้แหละ ที่ทำให้ติดอยู่ในภพทั้งสาม

นิโรธ คือความดับทุกข์ หมายถึงสภาพใจที่หมดกิเลสแล้วทำให้หมดตัณหาความทะยานอยาก เมื่อหมดอยากก็หมดทุกข์มีใจหยุดนิ่งสงบตั้งมั่นอยู่ที่ศูนย์กลางกาย มีแต่ความสุขล้วนๆ เนื่องจากมนุษย์ปฏิบัติไม่ถูกทาง จึงไม่ทราบว่าความดับทุกข์ที่แท้จริงเป็นอย่างไร ก็ได้แต่สมมุติกันขึ้นมา เช่นว่าการได้ไปอยู่บนสวรรค์กับพระผู้สร้างจะทำให้หมดทุกข์ได้ เหมือนคนหิวข้าวแล้วก็สร้างมโนภาพว่า อีกหน่อยจะมีผู้วิเศษเอาข้าวมาให้ ก็พอจะปลอบใจตัวเองไปได้บ้าง แต่ความจริงนั้น แม้จะได้บังเกิดในเทวโลกหรือพรหมโลกก็ตาม ก็ยังต้องเป็นทุกข์อยู่ดี จะหมดทุกข์ได้อย่างแท้จริง ต้องหมดกิเลสเข้าสู่อายตนนิพพานอย่างเดียวเท่านั้น

มรรค คือวิธีปฏิบัติเพื่อให้พ้นทุกข์ ผู้ที่นิยมนับถือเทพเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มองเหตุแห่งทุกข์เหล่านี้ไม่ออก จึงเชื่อว่าเป็นการลงโทษของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นจึงแสวงหาวิธีพ้นทุกข์ผิดทาง แต่พระพุทธองค์ทรงเห็นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ชัดเจน แล้วก็ตรัสสอนว่า ที่เราเป็นทุกข์ก็เพราะมีตัณหา ซึ่งเปรียบเสมือนเชื้อโรคที่ทำให้โรคร้ายลุกลาม ถ้าต้องการหายจากโรค ก็ต้องกำจัดเชื้อโรคนั้นให้หมดไป พระองค์ทรงชี้แนะหนทางคือมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเปรียบเสมือนยารักษาโรค เป็นข้อปฏิบัติเพื่อให้ใจหยุดใจนิ่ง และหลุดพ้นจากเชื้อโรคคือกิเลส โดยอาศัยการฝึกจิตตามหลักพุทธวิธีนั่นเอง

เมื่อเราได้ฟังเรื่องอริยสัจสี่กันมาถึงตรงนี้แล้ว ก็พอจะรู้แล้วว่า ทุกข์มีอะไรบ้าง อะไรที่ทำให้เกิดทุกข์ เราได้รู้วิธีดับทุกข์ และมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็นหนทางที่นำไปสู่การดับทุกข์หรือการฆ่ากิเลสซึ่งเป็นเหมือนเชื้อโรคร้าย แต่นี่ยังไม่เรียกว่าเห็นอริยสัจสี่ เป็นแต่เพียงรู้จำอริยสัจสี่ได้เท่านั้น จะเห็นอริยสัจได้ชัดเจนก็ต่อเมื่อเข้าถึงพระธรรมกายแล้วเท่านั้น

การเห็นอริยสัจสี่แปลกกว่าการเห็นอย่างอื่น คือเมื่อเห็นแล้วจะสามารถทำได้ด้วย เช่น เห็นสมุทัย เหตุแห่งทุกข์ว่าเกิดจากตัณหา ก็จะเห็นว่าตัณหาควรละ และต้องอาศัยนิโรธเป็นตัวดับตัณหา นิโรธแปลว่าดับหรือหยุด คือหยุดจากความทะยานอยากในตัณหาทั้ง ๓ อย่างเหล่านั้น เมื่อใจหยุด มรรคจึงเกิด ปฐมมรรคที่เกิดขึ้นมีลักษณะเป็นดวงกลมใสอยู่ภายใน นั่นแหละคือต้นทางไปสู่เส้นทางที่ไม่ต้องเกิด เพราะเป็นทางไปสู่อายตนนิพพาน

การเห็นอริยสัจสี่นี้ เมื่อเห็นข้อใดข้อหนึ่ง ข้อที่เหลือก็จะเห็นไปตามลำดับ เช่น เมื่อเห็นทุกข์ ก็จะเห็นสมุทัย นิโรธ มรรค เห็นตลอดหมด เพราะไม่ใช่การเห็นด้วยตาหรือการนึกคิด แต่เป็นการเห็นด้วยญาณทัสนะของพระธรรมกาย ผู้ที่สามารถเห็นอริยสัจสี่ได้ คือพระอริยบุคคลและผู้ที่ได้เข้าถึงพระธรรมกาย ได้ศึกษาจนเชี่ยวชาญในวิชชาธรรมกาย

เมื่อเราได้เข้าถึงพระธรรมกาย เห็นอริยสัจสี่ด้วยญาณทัสนะของพระธรรมกาย เราก็จะเข้าใจความจริงของชีวิตว่ามีแต่ทุกข์ ที่ว่าสุขนั้นแท้ที่จริงก็คือ ช่วงเวลาที่ความทุกข์ลดน้อยลงเท่านั้นเอง เราจะเข้าใจถึงคุณค่าของบุญกุศล เห็นโทษภัยของบาปอกุศล เป็นความเข้าใจในระดับลึกที่มีสัมมาทิฏฐิบริบูรณ์ นอกจากเห็นทุกข์แล้ว ยังรู้วิธีขจัดทุกข์ว่าต้องหยุดการทำบาปอกุศล และหยุดใจที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งเป็นที่เกิดของปฐมมรรค เมื่อมรรคเกิดขึ้นแล้ว ผลก็จะเกิดขึ้นตามมา กระทั่งได้บรรลุโสดาปัตติผลเรื่อยไปจนถึงอรหัตผล นี่คือเป้าหมายหลักของทุกชีวิต ที่ต้องมุ่งไปที่กายธรรมอรหัต ถึงกายธรรมอรหัตเมื่อไหร่ ก็หยุดการเวียนว่ายตายเกิดเมื่อนั้น


หมู่ญาติควรสงเคราะห์

มนุษย์ทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้ ล้วนมีความเป็นอยู่ที่แตกต่างกันออกไป บางคนมีฐานะดี ไม่รู้จักความยากลำบาก บางคนยากจนหาเช้ากินค่ำ บางครั้งหาทั้งวันยังไม่ค่อยจะพอกิน ที่เป็นเช่นนี้เพราะบุญกรรมที่ปรุงแต่งไม่เหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนปรารถนาเหมือนๆ กัน คือ ความสุข ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ อยากจะมีสุขภาพแข็งแรง มีอายุยืนยาว สิ่งเหล่านี้ที่มนุษย์ต้องการมักจะสมหวังได้โดยยาก เพราะชีวิตของมนุษย์เต็มไปด้วยความทุกข์ การดำเนินชีวิตเป็นทุกข์ แถมร่างกายยังเป็นรังแห่งโรค เมื่อมีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน จะสร้างบารมีได้ไม่เต็มที่ เพราะฉะนั้น ความไม่มีโรค จึงถือว่าเป็นลาภอันประเสริฐ ความแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ เป็นสิ่งที่ควรจะมีควบคู่กันไป ซึ่งกำลังกายจะได้มาต้องเคลื่อนไหว แต่กำลังใจจะได้มาต้องหยุดนิ่ง หากจิตใจเราขาดพลังจากการหยุดนิ่งแล้ว เราย่อมสูญเสียโอกาสที่จะได้รับความสุขที่ละเอียดประณีต ดังนั้น เราต้องขยันหมั่นเพียรในการเจริญสมาธิภาวนา

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในขุททกนิกาย คาถาธรรมบทว่า

“อาโรคฺยปรมา ลาภา สนฺตุฏฺฐีปรมํ ธนํ

วิสฺสาสปรมา ญาติ นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ

ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ทรัพย์มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ความคุ้นเคยกันเป็นญาติอย่างยิ่ง พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง”

หมู่ญาติถือว่าเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดกับเรามากที่สุด ถ้าหมู่ญาติมีความเดือดร้อนมาขอความช่วยเหลือ หรือไม่ได้ขอความช่วยเหลือ แต่ถ้าสิ่งนั้นไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่เราจะพอช่วยเหลือได้ ควรที่จะยื่นมือเข้าไปช่วย ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือทางใดทางหนึ่งก็ตาม ถ้าเรามีวัตถุสิ่งของให้สงเคราะห์ด้วยวัตถุสิ่งของ ถ้าไม่มีวัตถุสิ่งของ สามารถใช้แรงกายของเราเข้าไปช่วยเหลือได้ ขึ้นอยู่กับว่าเขาต้องการความช่วยเหลือเรื่องอะไร การไม่ช่วยเหลือเลยนั้นไม่สมควร

เมื่อเห็นหมู่ญาติเดือดร้อนแล้ว หากเราไม่สนใจนิ่งดูดาย จะดูเป็นคนแล้งน้ำใจ เราต้องแสดงออกถึงความมีน้ำจิตน้ำใจที่ดีต่อหมู่ญาติ อย่าให้คุณธรรมการสงเคราะห์ญาติขาดตกบกพร่องไป เราจะไม่ถูกผู้อื่นว่ากล่าวติเตียนได้ ให้ดูพระพุทธองค์เป็นแบบอย่าง ที่ทรงเหาะเสด็จไปโปรดหมู่พระญาติให้เลิกทะเลาะวิวาทกัน

*มก. นิธิกัณฑ์ในขุททกปาฐะ เล่ม ๓๙/๓๐๒

*ครั้งหนึ่ง เมื่อพระบรมศาสดาประทับอยู่ที่พระเชตวันมหาวิหาร ทรงทราบข่าวว่าหมู่พระญาติระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์กับเมืองโกลิยะเกิดการทะเลาะวิวาทกัน ด้วยเรื่องการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโรหิณีเพื่อไขน้ำเข้านา ถึงขั้นยกทัพมาประจันหน้าจะประหัตถ์ประหารกัน เมื่อพระพุทธองค์ทรงทราบเรื่องแล้ว จึงทรงเหาะไปประทับนั่งในอากาศกลางแม่น้ำโรหิณี

ครั้นพระญาติทั้งสองฝั่งเห็นพระบรมศาสดาแล้ว ต่างก็วางอาวุธลง แล้วถวายบังคมพระบรมศาสดา พระองค์จึงทรงเรียกเหล่าพระญาติทั้งหมดเข้ามาหา แล้วตรัสว่า “มหาบพิตรทั้งหลาย ท่านทั้งหลายเป็นญาติกัน ควรจะสมัครสมานสามัคคีกลมเกลียวกันไว้ อย่าได้ทะเลาะวิวาทกัน ถ้าหมู่พระญาติมีความสมัครสมานสามัคคีกันอยู่ ยากที่อริราชศัตรูทั้งหลายจะได้โอกาสเข้ามาทำลาย”

พระบรมศาสดายังตรัสต่อว่า “อย่าว่าแต่ในหมู่มนุษย์เลย แม้ในครั้งอดีตที่ป่าหิมวันต์ เพราะต้นไม้ที่เกิดอยู่รวมกันอย่างหนาแน่น จึงสามารถต้านทานกระแสลมแรงที่พัดกระหน่ำเข้ามาจากทุกทิศได้ ต้นไม้ทุกต้นไม่ถูกกระแสลมแรงพัดให้หักโค่นล้มลงแม้แต่ต้นเดียว แต่ต้นไม้ใดที่ขึ้นอยู่บนเนิน ถึงจะเป็นต้นไม้ใหญ่ ก็ไม่สามารถต้านทานกระแสลมแรงที่พัดโหมกระหน่ำมาได้ จะถูกโค่นให้ล้มลงจนหมดสิ้น หมู่พระญาติก็เช่นเดียวกัน ควรที่จะมีความรักความสามัคคีกลมเกลียวเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แล้วพระพุทธองค์ได้ตรัสเล่าเรื่องในอดีตว่า

ในอดีตกาล ครั้งที่พระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในเมืองพาราณสี ที่บนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา มีเทพบุตรใหม่อุบัติขึ้น ท้าวสักกเทวราชซึ่งปกครองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และทรงดูแลครอบคลุมไปถึงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา จึงได้แต่งตั้งเทพบุตรองค์ใหม่ ให้รับตำแหน่งเป็นท้าวเวสสุวรรณมหาราชแทนเทพบุตรองค์เก่าที่จุติไปเกิดใหม่ หลังจากที่เทพบุตรองค์ใหม่ได้รับตำแหน่งเป็นท้าวเวสสุวรรณมหาราชแล้ว ก็ส่งข่าวไปยังเหล่าทวยเทพทั้งหลายว่า ใครอยากจะจับจองต้นไม้ กอไผ่ พุ่มไม้ และเถาวัลย์ ไว้เป็นที่สิงสถิตวิมานของตน ก็ให้เลือกตามความพึงพอใจเถิด

ในชาตินั้น พระโพธิสัตว์ได้เป็นรุกขเทวดา สิงสถิตอยู่ที่ป่าไม้รังในหิมวันตประเทศ รุกขเทวดาโพธิสัตว์ จึงป่าวประกาศให้บรรดารุกขเทวาที่เป็นหมู่ญาติได้รับทราบด้วยความปรารถนาดีว่า “พวกท่านอย่าได้ไปจับจองต้นไม้ที่ขึ้นอยู่บนเนินสูงมาเป็นวิมาน ขอให้พวกท่านจงได้จับจองต้นไม้ที่ขึ้นอยู่รอบๆ วิมานของเรามาเป็นวิมานเถิด”

เหล่าเทวดาที่เป็นบัณฑิตเข้าใจความปรารถนาดีของพระโพธิสัตว์ จึงพากันจับจองต้นไม้ที่ขึ้นอยู่โดยรอบวิมานของพระโพธิสัตว์ ส่วนพวกรุกขเทวดาที่ไม่ยอมเชื่อฟัง ต่างก็พูดกันว่า “พวกเราจะจับจองวิมานที่อยู่ในป่านี้ไปทำไมกัน สู้ไปหาจับจองวิมานที่อยู่ตามต้นไม้แถวประตูบ้าน นิคม และตัวเมืองกันจะดีกว่า แล้วจึงได้พากันไปจับจองต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นอยู่บนเนินดินบ้าง ที่ขึ้นอยู่ตามบ้านเรือนในถิ่นของมนุษย์บ้าง

วันหนึ่ง เกิดลมพายุฝนห่าใหญ่พัดกระหน่ำมาอย่างแรง ทำให้ต้นไม้ใหญ่ๆ ที่ขึ้นอยู่บนเนินดินต้านทานกระแสลมแรงไม่ไหว หักโค่นล้มลงระเนระนาด บางต้นถูกกระแสลมพัดถอนทั้งรากทั้งโคน แต่พอกระแสลมฝนได้พัดกระหน่ำมาถึงป่าไม้รัง ซึ่งเป็นสถานที่ที่รุกขเทวดาโพธิสัตว์และหมู่ญาติของท่านอาศัยอยู่ ซึ่งล้วนเป็นป่าไม้รังที่ขึ้นเรียงชิดติดกันอย่างหนาแน่น แม้กระแสลมจะพัดกระหน่ำมาจากทุกทิศทุกทาง แต่ก็ไม่สามารถทำให้ต้นไม้เหล่านั้นโค่นล้มลงได้แม้เพียงต้นเดียว

ส่วนเหล่าเทวดาที่สิงสถิตอยู่ตามต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นอยู่บนเนินดิน ได้ถูกกระแสลมพัดหักโค่นล้มลงจนหมด เมื่อไม่มีวิมานอยู่ จึงพากันเข้าไปป่าหิมพานต์ เล่าเหตุการณ์อันเลวร้ายที่เกิดขึ้นให้กับรุกขเทวาที่ป่าไม้รังฟัง พวกเทวดาจึงนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปเล่าให้พระโพธิสัตว์ฟัง รุกขเทวดาโพธิสัตว์จึงให้ข้อคิดว่า “ผู้ที่ไม่ยอมเชื่อฟังถ้อยคำของบัณฑิตที่ชี้แนะให้ ต้องประสบกับเหตุการณ์ที่เลวร้ายอย่างนี้” พระโพธิสัตว์ได้แสดงธรรมว่า “หมู่ญาติยิ่งมีมากยิ่งมีกำลังมาก เหมือนต้นไม้รังในป่าใหญ่ที่อาศัยอยู่รวมกัน ส่วนต้นไม้ที่ขึ้นอยู่โดดเดี่ยว ถึงจะเป็นต้นไม้ใหญ่ สักวันต้องถูกโค่นล้มลง”

พระพุทธองค์ตรัสกับหมู่พระญาติทั้งหลายว่า “มหาบพิตรทั้งหลาย หมู่ญาติด้วยกัน ควรที่จะมีความรักความสมัครสมานสามัคคีปรองดองกัน ควรอยู่ร่วมกันด้วยความรักใคร่มีความกลมเกลียวเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างแน่นแฟ้น ราชวงศ์จึงจักมั่นคง” หลังจากที่หมู่พระประยูรญาติได้ฟังพระดำรัสแล้ว ก็เข้าใจ จึงเลิกทะเลาะเบาะแว้งกัน ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันกลับเมืองไป

เราจะเห็นได้ว่า พระพุทธองค์ทรงให้ความสำคัญในการสงเคราะห์หมู่ญาติ เพราะการสงเคราะห์หมู่ญาติเป็นเรื่องที่ควรทำ ถือว่าเป็นมงคลชีวิตอย่างหนึ่ง ถ้าหมู่ญาติของเราเดือดร้อนในด้านใด เราควรสงเคราะห์ในด้านนั้นตามความเหมาะสม แต่ต้องสงเคราะห์ในทางที่ดี ทางที่ไม่ดีหรือทางแห่งความเสื่อม อย่าไปสงเคราะห์ แต่ควรแนะนำให้เลิกทำเสีย ให้ทำแต่สิ่งที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ที่เป็นสัมมาอาชีวะ หรือที่เป็นทางมาแห่งบุญ เมื่อเราได้ศึกษาธรรมะเข้าใจเรื่องบุญเรื่องบาปดีแล้ว เราก็ควรจะทำหน้าที่กัลยาณมิตร ไปชี้แนะหนทางสว่างให้กับเขา อย่างน้อยจะได้เป็นบุญกุศลติดตามตัวเราไปในภพเบื้องหน้า

วันเสาร์ที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๑

ผลเสียของความอกตัญญู

การนั่งสมาธิเจริญภาวนา เป็นบุญใสใสที่จะทำให้เราหลุดพ้นจากอาสวกิเลส ข้ามพ้นจากความทุกข์ในสังสารวัฏ ผู้รู้ทั้งหลายในอดีตที่ท่านมุ่งมั่นสั่งสมบุญในทุกรูปแบบ ก็เพื่อต้องการหลุดพ้นจากทุกข์นี่แหละ เมื่อบุญบารมีเต็มเปี่ยม ก็จะได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์เป็นผู้หลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง ขณะที่ยังไม่หมดกิเลสยังสร้างบารมีอยู่นั้น ท่านก็แสวงหาวิธีการเจริญสมาธิภาวนาที่ถูกต้องและถูกกับจริตอัธยาศัย พากเพียรกันเรื่อยมา กว่าจะสมปรารถนา กาลเวลาก็ล่วงเลยผ่านไปนับเป็นล้านๆ ชาติ ดังนั้น การนั่งสมาธิภาวนาเพื่อให้หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะทำกันเพียงครั้งสองครั้ง หรือวันสองวัน ก็จะสำเร็จสมปรารถนา ต้องอาศัยบุญบารมี อาศัยเวลา ความเพียรที่ต่อเนื่องและทำถูกวิธี ใจต้องจดจ่อ ไม่ห่างจากศูนย์กลางกาย เส้นทางการบรรลุธรรมกายจึงจะเป็นของเรา

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในอกตัญญูชาดก ความว่า

“โย ปุพฺเพ กตกลฺยาโณ กตตฺโถ นาวพุชฺฌติ

ปจฺฉา กิจฺเจ สมุปฺปนฺเน กตฺตารํ นาธิคจฺฉติ

ผู้ใดไม่รู้จักคุณความดีและประโยชน์ที่ผู้อื่นทำไว้ก่อน ผู้นั้นเมื่อมีการงานเกิดขึ้นภายหลัง ย่อมหาผู้ช่วยเหลือไม่ได้”

*มก. อกตัญญูชาดก เล่ม ๕๖/๓๑๖

*พระศาสดาเมื่อครั้งประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ที่มีเพื่อนนักธุรกิจอยู่ชายแดนซึ่งไม่เคยพบเห็นหน้ากันมาก่อนเลย แต่เป็นเพื่อนนักธุรกิจที่ไม่ค่อยมีใจสัตย์ซื่อนัก เป็นประเภทเห็นแก่เม็ดเงินมากกว่ามิตรภาพ ทำให้สัมพันธไมตรีระหว่างท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีและนักธุรกิจท่านนี้ต้องยุติลง เนื่องจากท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เริ่มต้นจากการเป็นนักธุรกิจ ไม่ได้เป็นมหาเศรษฐีมาแต่เดิม หรือว่าเป็นเศรษฐีประเภทมีสมบัติจักรพรรดิตักไม่พร่อง เหมือนดังเช่นท่านโชติกเศรษฐี ชฏิลเศรษฐี หรือเมณฑกเศรษฐี ที่มีสมบัติจักรพรรดิรอคอยอยู่แล้ว ท่านต้องสั่งสมบุญเพื่อคํ้าจุนการประกอบธุรกิจและการดำรงชีพของท่าน อีกส่วนหนึ่งก็เกิดจากหนึ่งสมองสองมือ อาศัยความขยันหมั่นเพียรในการประกอบสัมมาอาชีวะ ฉะนั้น เส้นทางสู่ความเป็นมหาเศรษฐีของท่านนั้น จึงต้องนำสินค้าชนิดต่างๆ บรรทุกใส่เกวียน ๕๐๐ เล่ม แล้วออกเดินทางไปค้าขายตามหัวเมืองต่างๆ เดินทางแต่ละครั้งก็ต้องใช้เวลาแรมเดือน ซื้อมาขายไป จนรํ่ารวยมีทรัพย์สินเงินทอง

ขณะเดียวกัน เงินทองที่หามาได้ ส่วนหนึ่งก็จะนำออกบริจาคทานกับพวกยาจกวณิพกพเนจร และให้คนใช้ทำอาหารแจกคนอนาถาไร้ที่พึ่งเป็นประจำ ความเป็นผู้มีเมตตาและใจกว้างของท่านนี่แหละ จากเดิมชื่อสุทัตตเศรษฐี ก็ได้รับมงคลนามใหม่ว่า อนาถบิณฑิกเศรษฐี หมายถึงเศรษฐีผู้มีก้อนข้าวหรืออาหารแก่คนผู้ไม่มีที่พึ่ง

ด้วยความเป็นผู้มีหัวนักธุรกิจ ท่านรู้ว่า การจะทำธุรกิจให้ก้าวหน้า หรือทำมาค้าขายให้คล่องตัว ประเภทซื้อง่ายขายคล่องกำไรงาม จำเป็นต้องหาสมัครพรรคพวก ผูกมิตรกับพ่อค้าในเมืองต่างๆ ทั้งใกล้และไกลให้ได้มากที่สุด เมื่อมีพรรคมีพวก เส้นทางธุรกิจก็สะดวกสบาย เพราะฉะนั้น ท่านเศรษฐีจึงมีเพื่อนนักธุรกิจหรือพ่อค้ารายใหญ่มากมาย ทั้งที่เห็นหน้าและไม่เคยเห็นหน้า เพื่อนที่ไม่เคยเห็นหน้า หมายถึงว่า ท่านเศรษฐีได้ผูกมิตร ด้วยการฝากของที่ระลึกพิเศษเป็นบรรณาการไปกับพ่อค้าที่จะเดินทางไปค้าขายหัวเมืองนั้นๆ แล้วบอกว่าอนาถบิณฑิกเศรษฐีฝากมามอบให้ ในโอกาสวันนักขัตฤกษ์ต่างๆ

ฝ่ายเศรษฐีที่อยู่หัวเมือง ครั้นได้รับบรรณาการแล้ว ก็จะฝากของที่ระลึกของตนเอง ซึ่งมีมูลค่ามากบ้าง น้อยบ้าง กลับคืนมามอบให้ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีแทนความระลึกถึงความเป็นเพื่อนผู้ไม่เคยพบหน้ากัน ที่เรียกว่าอทิฏฐสหายจึงบังเกิดขึ้น นอกจากนี้ คำว่าของที่ระลึกหรือบรรณาการที่ส่งมอบให้กันนั้น ส่วนใหญ่ก็ต้องเป็นของพิเศษประจำเมืองนั้นๆ ครั้นท่านเศรษฐีได้รับของที่ระลึกซึ่งเป็นปฏิการคุณตอบแล้ว ก็รู้ได้ทันทีว่า หัวเมืองนั้นมีสินค้าอะไรบ้าง ที่พิเศษๆ กว่าเมืองอื่นที่ชาวกรุงสาวัตถีไม่มี เมื่อต่างคนต่างผูกสัมพันธไมตรีกันอย่างนี้ ครั้นจะลงทุนค้าขาย หรือแลกเปลี่ยนสินค้าซึ่งกันและกันก็คุยกันง่าย แม้ไม่เห็นหน้า ไม่ได้พูดจา เพียงส่งตัวแทนหรือบริวารไปทำการค้าแทน ก็สามารถซื้อง่ายขายคล่องกำไรงาม นี่ก็เป็นความชาญฉลาดของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เศรษฐีคู่บุญกับพระพุทธศาสนา

ที่นี้ มีอยู่ครั้งหนึ่ง มีเศรษฐีบ้านนอกคนหนึ่ง ได้เป็นอทิฏฐสหายของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ได้บรรทุกสินค้าพื้นเมืองจนเต็มเกวียน ๕๐๐ เล่ม จากนั้นได้กำชับบริวารว่า “พวกท่านเมื่อไปถึงเมืองสาวัตถีแล้ว จงนำสินค้าเหล่านี้ไปขายให้แก่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีผู้เป็นสหายของเรา” จากนั้นก็ส่งบริวารให้ออกเดินทาง เมื่อพ่อค้าพากันเดินทางไปถึงเมืองสาวัตถี ก็มอบของบรรณาการและขายสินค้าให้ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีตามคำสั่งที่ได้รับมา

ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็จัดการให้ที่พักอาศัยเป็นอย่างดี เพราะเห็นว่าเป็นขบวนสินค้าของเพื่อนนักธุรกิจที่อยู่ชายแดน และรับซื้อสินค้าที่พวกพ่อค้าบ้านนอกนำมาขายทั้งหมด ทำให้ไม่ถูกกดราคาและไม่เสียเวลาในการค้าขายนาน ต่อมาท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ก็ส่งสินค้า ๕๐๐ เล่มเกวียนไปขายถิ่นนั้นบ้าง

เมื่อบริวารของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีนำเครื่องบรรณาการไปมอบให้ท่านเศรษฐีบ้านนอก พร้อมกับแจ้งว่าเป็นบรรณาการของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เศรษฐีบ้านนอกรับเครื่องบรรณาการแล้ว ก็ไม่จัดหาที่พักให้ เพราะเกรงว่าจะถูกแย่งลูกค้า เมื่อไม่ได้รับการอำนวยความสะดวก บริวารของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ต้องขายสิ่งของกันเอง และก็ยังถูกกดราคาให้ต่ำลงจากพ่อค้าท้องถิ่น เมื่อกลับมายังเมืองสาวัตถีแล้ว ก็แจ้งเรื่องที่เกิดขึ้นให้ท่านเศรษฐีทราบ ต่อมา เศรษฐีบ้านนอกส่งเกวียน ๕๐๐ เล่ม ไปขายที่นครสาวัตถีอีกครั้งหนึ่ง บริวารของเศรษฐีบ้านนอกได้นำบรรณาการไปมอบให้ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เพื่อหวังจะเป็นใบเบิกทางในการค้าขายหรือที่เรียกว่าส่วยในการทำธุรกิจนั่นแหละ

ฝ่ายหัวหน้าพ่อค้าของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเห็นพ่อค้าเหล่านั้นมาก็จำได้ จึงคิดสั่งสอนให้สำนึกว่า คนที่ไม่มีความกตัญญู ไม่ซื่อสัตย์ ไม่มีจรรยาบรรณของพ่อค้า จะต้องได้รับผลกรรมในปัจจุบันอย่างไร หัวหน้าพ่อค้าจึงบอกว่า “ท่านเศรษฐียังไม่ว่าง เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยมาพบ” จากนั้นก็สั่งให้พักกองเกวียนไว้ภายนอกพระนคร พอตกกลางคืนพวกโจรรู้ว่าพ่อค้าเหล่านี้เป็นเพื่อนที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี จึงพากันมาปล้นกองเกวียนนั้น ทำให้พ่อค้าผู้ไม่ซื่อสัตย์เหลือแต่ผ้านุ่งเท่านั้น และต่างพากันกลัวตายหลบหนีกลับบ้านเกิดทันที ฝ่ายบริวารของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีแม้จะทราบเรื่องก็ไม่คิดจะช่วยเหลือ หลังจากที่พ่อค้าเหล่านั้นหนีกลับบ้านเกิดหมดแล้ว จึงแจ้งข่าวให้ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีทราบ

เราจะเห็นว่า ผู้ใดไม่รู้จักคุณความดีและประโยชน์ที่ผู้อื่นทำไว้ก่อน เมื่อเกิดวิกฤติขึ้นมาในชีวิต ย่อมหาผู้ช่วยเหลือไม่ได้ เส้นทางการทำมาค้าขายหรือทำธุรกิจก็เช่นกัน จะต้องรักษาความเป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต อย่าให้เม็ดเงินตัดสัมพันธ์คุณธรรมน้ำมิตรเด็ดขาด เพราะเม็ดเงินหากได้มาด้วยมิจฉาชีพหรือคดโกงใครมา หรือแม้ไม่คดโกง แต่ทำธุรกิจเดี่ยวๆ รวยคนเดียว ไม่มีพรรคมีพวก พอนานวันเข้า ธุรกิจก็มักจะไปไม่รอด เหมือนต้นไม้ใหญ่ต้นเดียว ลมพายุสามารถพัดล้มได้ง่าย ส่วนผู้มีคุณธรรมน้ำมิตร แม้ไม่รวยทรัพย์แต่ก็รวยน้ำใจ เกาะกันเป็นกลุ่ม ก็เหมือนต้นไม้เล็กที่รวมกันเป็นป่าใหญ่ ย่อมปลอดภัยจากพายุโหมกระหนํ่า ดังนั้นเมื่อเราผูกมิตรกับใครแล้ว ก็ให้รักษาน้ำใจไมตรีที่ดีต่อกันเอาไว้ อย่าทำลายน้ำใจกัน เมื่อเกิดปัญหาและอุปสรรค เพื่อนๆ จะได้มาช่วยกันแก้วิกฤติให้เป็นโอกาสได้ นี่คือหลักในการทำมาค้าขายย่อๆ

ขุมทรัพย์ข้ามชาติ

ช่วงชีวิตของคนเรานั้นสั้นนัก การยอมเสียเวลาเพื่อลงทุนทำอะไรสักอย่าง จะต้องใคร่ครวญให้ดี เพื่อให้คุ้มค่ากับเวลาและเงินตราที่เสียไป เพราะนั่นหมายถึงชีวิตและโอกาสดีๆ ที่ต้องสูญเสียไปด้วย แต่การลงมือทำความดีนั้น ไม่มีการสูญเสีย มีแต่ได้อย่างเดียว การที่เราให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา ล้วนได้ประโยชน์ใหญ่ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด การทำบุญไม่ต้องเสี่ยงต่อการขาดทุน เพราะนอกจากจะได้กำไรชีวิตแล้ว ยังสามารถเก็บเกี่ยวผลบุญ เพื่อนำไปใช้ในภพชาติต่อไปได้ เพราะฉะนั้น ผู้มีบุญมีปัญญาต้องรีบสั่งสมบุญ โดยเฉพาะบุญที่เกิดจากการเจริญสมาธิภาวนา ฝึกใจหยุดใจนิ่ง จะทำให้เราเข้าถึงความเต็มเปี่ยมของชีวิต มีพระรัตนตรัยภายในเป็นที่พึ่งที่ระลึกอย่างแท้จริง

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในนิธิกัณฑสูตร ความว่า

“คนเราฝังขุมทรัพย์ไว้ในที่ลึกกระทั่งในน้ำก็ด้วยความคิดว่า เมื่อเกิดกิจจำเป็นขึ้น ขุมทรัพย์นี้จะเป็นประโยชน์แก่เรา คนฝังขุมทรัพย์ไว้ในโลก เพื่อจุดประสงค์นี้ คือ เพื่อให้พ้นจากราชภัยที่คอยคุกคาม เพื่อให้พ้นจากโจรภัยที่คอยเบียดเบียน เพื่อเก็บไว้ใช้หนี้ก็มี เพื่อเก็บไว้ใช้ในยามเกิดทุพภิกขภัย คือ เกิดข้าวยากหมากแพง บ้านเมืองเกิดการขาดแคลนอาหาร หรือเพื่อใช้ในเวลามีภยันตรายต่างๆ”

*มก. นิธิกัณฑ์ในขุททกปาฐะ เล่ม ๓๙/๓๐๒

*ขุมทรัพย์ที่เขาฝังไว้อย่างดีในน้ำลึกถึงเพียงนั้น จะสำเร็จประโยชน์แก่เขาไปทั้งหมด ตลอดเวลาก็หาไม่ เพราะบางทีขุมทรัพย์เคลื่อนที่ไปบ้างก็มี บางทีเขาลืมที่ฝังไว้บ้างก็มี บางทีพวกนาคเคลื่อนย้ายไปบ้างก็มี บางทีพวกยักษ์นำขุมทรัพย์นั้นไปบ้างก็มี หรือบางทีเมื่อเขาเผลอ มีญาติผู้ไม่เป็นที่รักมาขโมย หรือขุดเอาไปบ้างก็มี เมื่อเขาสิ้นชีวิต ต้องละจากโลกนี้ไป ขุมทรัพย์ที่เขาฝังไว้ทั้งหมดนั้นก็พินาศไป ไม่สามารถนำติดตามไปได้”

ขุมทรัพย์โดยทั่วไป มีอยู่ด้วยกัน ๔ ประเภท คือ ๑. ถาวรนิธิ คือ ขุมทรัพย์ที่เคลื่อนที่ไม่ได้ เป็นประเภทอสังหาริมทรัพย์ หรือเป็นทรัพย์ที่ไม่มีวิญญาณครอง เช่น ที่ดิน เรือกสวนไร่นา อาคารบ้านเรือนต่างๆ เป็นต้น ประเภทที่ ๒. ชังคมนิธิ คือ ขุมทรัพย์ที่เคลื่อนที่ได้ เป็นสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์ที่มีวิญญาณครอง เช่น ข้าทาสบริวาร ช้าง ม้า วัว ควาย แพะ แกะ ไก่ สุกร เป็นต้น ประเภทที่ ๓. อังคสมนิธิ คือ ขุมทรัพย์ติดตัว เช่น วิชาความรู้ ศิลปวิทยาต่างๆ รวมทั้งความสามารถพิเศษของแต่ละบุคคล เป็นต้น และขุมทรัพย์ประการที่ ๔. อนุคามิกนิธิ คือ ขุมทรัพย์ทางคุณธรรม ได้แก่ บุญกุศลความดี ที่เกิดจากการทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา บำเพ็ญบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ หรือบารมีสิบทัศ เป็นต้น ซึ่งนับเป็นขุมทรัพย์ที่ถาวรที่สุด ขุมทรัพย์ประการสุดท้ายนี้ ที่เราจะต้องแสวงหากันให้มากๆ และต้องทำให้มีให้เป็นขึ้นมาในตัวให้ได้ พระพุทธองค์ยังตรัสต่อไปอีกว่า

“ขุมทรัพย์ที่ผู้ใด ไม่ว่าจะเป็นสตรีหรือบุรุษก็ตาม ฝังไว้ดีแล้วด้วยการทำทาน รักษาศีล สัญญมะ คือ การห้ามจิตมิให้ตกไปในอารมณ์ต่างๆ หมายถึง การเจริญสมาธิภาวนาและสำรวมอินทรีย์ทั้งหก เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยทมะ หมายถึง การหมั่นฝึกฝนอบรมตนเอง ข่มใจไม่ให้กิเลสเข้าไปครอบงำจิตใจได้

ผู้มีปัญญาควรฝังขุมทรัพย์ไว้ในพระเจดีย์ ในพระสงฆ์ ในบุคคล ในแขกที่มาหา ในบิดามารดาหรือหมู่ญาติ”

หมายความว่า ให้ทำการนอบน้อมบูชากราบไหว้พระเจดีย์ ซึ่งเป็นตัวแทนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำจิตให้เลื่อมใสในพระรัตนตรัย บูชาพระสงฆ์ด้วยการถวายทาน คอยอุปัฏฐากดูแลให้ท่านได้รับความสะดวกสบายในการบำเพ็ญสมณธรรม ให้ความเคารพกราบไหว้ รู้จักเข้าไปหาและสนทนาธรรมกับท่านเป็นประจำ ให้ความเคารพในท่านผู้มีคุณธรรมทั้งที่เป็นเด็ก เป็นเพื่อน และเป็นผู้ใหญ่ ให้ความสำคัญในการต้อนรับปฏิสันถารกับแขกที่มาเยือน รวมไปถึงการเป็นคนมีความกตัญญูกตเวที การบำรุงบิดามารดา สงเคราะห์ท่านให้มีความสุขในโลกนี้ และแนะนำท่านให้เกิดศรัทธาในการทำทาน รักษาศีลและเจริญภาวนา ท่านจะได้มีบุญติดตัวไป เป็นการช่วยปิดนรก เปิดสวรรค์และนิพพานให้กับท่าน นี่เป็นหลักย่อๆ ในการฝังขุมทรัพย์ เมื่อสั่งสมบุญตามที่พระพุทธองค์ได้ตรัสเอาไว้แล้ว จะเกิดผลอันน่าอัศจรรย์อย่างไร พระพุทธองค์ตรัสต่อไปอีกว่า

“ขุมทรัพย์ที่ผู้มีปัญญาได้ทำเช่นนี้ ชื่อว่าฝังไว้ดีแล้ว คนอื่นจะขนเอาไปไม่ได้ จะติดตามคนฝังตลอดไป บรรดาทรัพย์สมบัติที่เขาจำต้องละไป เขาจะพาไปได้เฉพาะขุมทรัพย์นี้เท่านั้น ขุมทรัพย์นี้ไม่ทั่วไปแก่คนเหล่าอื่น ทั้งโจรก็ลักเอาไปไม่ได้ ผู้มีปัญญาควรทำแต่บุญ ที่จะเป็นขุมทรัพย์อันติดตามตัวเราตลอดไป

ขุมทรัพย์ คือ บุญนี้ ให้ผลอันน่าปรารถนาทุกประการ แก่เทวดาและมนุษย์ เทวดาและมนุษย์ปรารถนาผลอันใด ผลนั้นๆ ทุกอย่าง จะสำเร็จได้ด้วยขุมทรัพย์ คือ บุญ

ความเป็นผู้มีผิวพรรณงดงามเปล่งปลั่งผ่องใส มีเสียงไพเราะเสนาะโสต มีทรวดทรงสมส่วน มีรูปร่างสวยสดงดงาม เป็นที่ดึงดูดตาดึงดูดใจแก่ผู้ที่ได้พบเห็น การได้เป็นใหญ่ในหมู่ชน มีพวกพ้องบริวารห้อมล้อม ทุกอย่างที่กล่าวมานั้น จะสำเร็จได้ด้วยขุมทรัพย์ คือ บุญ

ความเป็นพระราชาผู้เป็นใหญ่ในประเทศ ความเป็นอิสระ ความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีมหาสมุทรทั้ง ๔ เป็นขอบเขต ความสุขอันน่าพอใจของพระเจ้าจักรพรรดิ และแม้ความเป็นจอมเทพของเทวดาในหมู่เทพ ทั้งหมดนั้น จะได้ด้วยขุมทรัพย์ คือ บุญ

สมบัติของมนุษย์ก็ดี ความยินดีในเทวโลกก็ดี สมบัติคือนิพพานก็ดี ทั้งหมดนั้น จะได้ด้วยขุมทรัพย์นี้ บุคคลอาศัยมิตตสัมปทา หมายถึง ความเพียบพร้อมด้วยมิตรที่มีคุณงามความดี มีคุณธรรม สามารถที่จะแนะนำเส้นทางสวรรค์และนิพพานให้ได้ เช่น เพื่อนสพรหมจารี หรือเพื่อนกัลยาณมิตร ผู้ดำรงตนน่าเคารพ ประกอบด้วยความเพียรโดยแยบคาย เป็นผู้ชำนาญในวิชชาและวิมุตติ ทั้งหมดนี้ จะได้ด้วยขุมทรัพย์ คือ บุญ

ปฏิสัมภิทา วิโมกข์ สาวกบารมีญาณ ปัจเจกโพธิญาณ และพุทธภูมิ ทั้งหมดนี้ จะได้ด้วยขุมทรัพย์ คือ บุญ บุญสัมปทา หมายถึง ความถึงพร้อมแห่งบุญนั้น มีประโยชน์มากอย่างนี้ เพราะฉะนั้น บัณฑิตผู้เป็นปราชญ์ จึงสรรเสริญการที่บุคคลได้สั่งสมบุญเอาไว้อย่างดีแล้ว”

ทั้งหมดนี้ คือ พุทธวจนะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเอาไว้อย่างชัดเจนว่า ทางมาแห่งความสุขทั้งหลาย ทั้งที่เป็นของมนุษย์และของทิพย์ ทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตระ ล้วนเกิดจากบุญซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังความสุขและความสำเร็จทั้งสิ้น ขณะเดียวกัน ความทุกข์ยากลำบากทั้งหลายที่เราได้ประสบพบเจอ เพราะบาปอกุศลที่เคยทำเอาไว้ ความสุขเป็นผลจากการสั่งสมบุญ ความทุกข์เป็นผลจากการสั่งสมบาป นี่เป็นหลักเหตุและผลง่ายๆ ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสเอาไว้ดีแล้ว ซึ่งหลวงพ่อได้ยกพระสูตรนี้เพื่อต้องการให้ทุกท่านได้รับทราบไว้ จะได้เห็นคุณค่าของการฝังขุมทรัพย์ คือ บุญ อันจะเป็นเสบียงติดตัวเราไปข้ามภพข้ามชาติ ดังนั้น ให้ทุกท่านหมั่นสั่งสมบุญ บุญจะได้อำนวยสุขให้เราสมความปรารถนาในทุกสิ่ง ได้ทั้งมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติและนิพพานสมบัติไปทุกภพทุกชาติกันทุกคน

วันจันทร์ที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๑

อย่าขาดความจริงใจต่อกัน

นับจากก้าวแรกของชีวิต ที่เรามาเกิดเป็นมนุษย์จนถึงปัจจุบันนี้ หากเราย้อนความทรงจำกลับไปในอดีต เราจะพบทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดีที่เราทำผ่านมา ถ้าเป็นสิ่งที่ดีจะทำให้ใจแช่มชื่นเบิกบาน แต่ถ้าไม่ดีจะรู้สึกเสียใจและเกิดความสลดหดหู่ใจ ดังนั้น ถ้าพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว หากเราพบว่าสิ่งใดเป็นบาปอกุศลให้งดเว้นเสีย คงไว้แต่คุณงามความดี นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เราจะสร้างแต่บุญกุศลอย่างเดียว เพื่อผลคือความสุขในบั้นปลาย เพราะถ้าหากปล่อยตัวปล่อยใจให้หลงใหลไปตามกระแสกิเลสแล้ว ต้องไปเสวยทุกข์ทรมานในอบายภูมิ ฉะนั้น เราต้องดำเนินชีวิตไปบนเส้นทางแห่งความดีโดยไม่หวั่นไหว พร้อมกับการประพฤติปฏิบัติธรรม หมั่นทำใจของเราให้หยุดให้นิ่งที่ศูนย์กลางกายเป็นประจำทุกๆ วัน สักวันหนึ่งเราจะได้บรรลุถึงฝั่งแห่งความสุขและความสำเร็จ

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ว่า

“น หิ ปาปํ กตํ กมฺมํ สชฺชุขีรํว มุจฺจติ

ฑหนฺตํ พาลมนฺเวติ ภสฺมาจฺฉนฺโนว ปาวโก

กรรมชั่วที่บุคคลทำแล้ว เมื่อยังไม่ส่งผล ก็เหมือนกับน้ำนมที่เพิ่งรีดในขณะนั้น ยังไม่แปรเปลี่ยนสภาพไป แต่บาปกรรมนั้น ย่อมตามแผดเผาคนพาล เหมือนกับไฟที่ถูกเถ้าถ่านกลบไว้ฉะนั้น”

กรรมดีหรือกรรมชั่วที่ทำไปแล้ว ล้วนมีผลด้วยกันทั้งนั้น คนเราจะเป็นคนดีได้ ต่อเมื่อได้ทำความดี และความดีนั้น ต้องหมั่นย่ำหมั่นทำบ่อยๆ ทั้งในที่ลับและในที่แจ้ง ในการอยู่ร่วมกันจะต้องทำดีต่อกัน มีความซื่อสัตย์และจริงใจต่อกัน ถ้าเป็นสามีภรรยาต้องไม่ประพฤตินอกใจกัน จึงจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข เ มื่อใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ต้องรู้จักยับยั้งชั่งใจ หักห้ามใจไม่ให้ไหลไปตามอำนาจของกิเลส ต้องรู้จักอดทนเป็นกัลยาณมิตรให้กันและกัน ชีวิตคู่จึงจะไปได้ตลอดรอดฝั่ง อย่างนี้ถือว่าเป็นคู่บุญคู่บารมี ส่วนมากสามีภรรยาที่แตกแยกกัน อยู่ร่วมกันได้ไม่นาน มีสาเหตุมาจากการประพฤตินอกใจกัน ดังเรื่องต่อไปนี้

*มก. โกสิยชาดก เล่ม ๕๖/๕๐๘

*ในครั้งพุทธกาล มีสามีภรรยาคู่หนึ่งในเมืองสาวัตถี สามีเป็นคนที่มีความศรัทธาในพระรัตนตรัย เข้าวัดฟังธรรมอยู่เป็นประจำ ส่วนภรรยาเป็นคนเกียจคร้าน ทั้งไม่สนใจที่จะเข้าวัดฟังธรรม เมื่อแต่งงานกันใหม่ๆ ก็อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ต่อมาภรรยาแอบไปมีชู้กับชายอื่น พอถึงเวลาทำงาน จะนอนทำทีว่าไม่สบาย สามีไม่รู้ว่านี่เป็นมารยาหญิง จึงถามด้วยความเป็นห่วงเป็นใยว่า “หน้าตาเธอไม่สดชื่น เธอป่วยเป็นโรคอะไรหรือ” นางตอบว่า “ฉันถูกลมตี รู้สึกอึดอัดจุกเสียดแน่นท้อง” อุบาสกจึงถามว่า “ปกติเธอกินอะไร โรคลมจึงจะหายเล่า” นางตอบว่า “ต้องได้ข้าวยาคูและเนยใส จึงจะหาย”

เนื่องจากอุบาสกรักภรรยามาก จึงไปแสวงหาสิ่งต่างๆ ที่ภรรยาต้องการมาให้ พอลับหลังสามีแล้ว นางก็แอบไปหาชายชู้ ครั้นนานวันเข้า อุบาสกก็เริ่มรู้สึกเหนื่อยล้า ครุ่นคิดด้วยความเป็นห่วงว่า “เห็นทีภรรยาของเราคงจะไม่หายป่วยง่ายๆ” จึงคิดจะทูลขอให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าช่วย ในเย็นวันหนึ่ง อุบาสกจึงถือของหอมและดอกไม้ไปวัดพระเชตวัน เมื่อไปถึง พระบรมศาสดาตรัสก็ทักทายว่า “อุบาสก ทำไมระยะหลังๆ นี้ ท่านจึงไม่ได้มาวัด” อุบาสก็กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภรรยาของข้าพระองค์ป่วยเป็นโรคลมเสียดแทงอยู่ตลอดเวลา ข้าพระองค์ต้องคอยออกไปหายามารักษา แต่นางไม่หายขาดสักที ทำให้ข้าพระองค์ไม่มีเวลามาวัด ที่มาครั้งนี้ ก็เพื่อมาขอความเมตตาพระพุทธองค์ ขอทรงช่วยภรรยาของข้าพระองค์ด้วยเถิด พระเจ้าข้า”

พระบรมศาสดาทรงเห็นด้วยญาณทัสนะว่า ภรรยาของอุบาสกได้ประพฤตินอกใจสามี จึงตรัสบอกว่า “ดูก่อนอุบาสก ภรรยาของท่านเอาแต่นอนอยู่อย่างนี้ ถึงอย่างไร โรคคงไม่หายหรอก ท่านต้องปรุงยาอย่างนี้ให้นางดื่ม โรคจึงจะหาย แม้ชาติที่ผ่านมา เราก็เคยบอกท่านแล้วเช่นกัน แต่ในชาตินี้ท่านกลับลืมเสียแล้ว” จากนั้นทรงตรัสเล่าเรื่องในอดีตให้ฟังว่า

ในอดีตกาล ครั้งที่พระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในเมืองพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้ถือกำเนิดในตระกูลพราหมณ์ เมื่อเติบโตเป็นหนุ่ม ก็ได้เดินทางไปศึกษาศิลปวิทยาที่เมืองตักกสิลา ครั้นเล่าเรียนสำเร็จแล้ว ก็กลับมาเป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ สั่งสอนลูกศิษย์อยู่ที่เมืองพาราณสี ขณะนั้น มีพราหมณ์บ้านนอกคนหนึ่ง ได้มาเล่าเรียนไตรเพทและศิลปศาสตร์ต่างๆ เมื่อเรียนจบแล้ว ก็ตั้งหลักปักฐานอยู่ที่เมืองพาราณสี พราหมณ์จะแวะเวียนมาหาพระโพธิสัตว์อยู่เป็นประจำ แต่นางพราหมณีภรรยาของเขา ไม่ประพฤติธรรม แอบประพฤตินอกใจสามี อีกทั้งยังเป็นคนเกียจคร้านการงาน พอถึงเวลาทำงานมักจะอ้างว่าป่วยไม่สบายทุกครั้งไป

พราหมณ์เห็นอาการของภรรยา จึงเข้าไปถามด้วยความเป็นห่วงว่า “เธอเป็นอะไรหรือ” นางพราหมณีตอบว่า “ป่วยเป็นโรคลม ต้องได้กินข้าวยาคูและเนยใสโรคถึงจะหาย” พราหมณ์รักในภรรยามาก นึกว่านางป่วยจริงๆ ไม่เคยคิดเลยว่าภรรยาจะแอบนอกใจ จึงรีบไปหาสิ่งที่ภรรยาต้องการมาให้ทันที เมื่อแสวงหาสิ่งต่างๆ มาให้ภรรยาได้กินตามใจชอบ แต่นางก็แกล้งไม่ยอมหายจากโรคสักที

วันหนึ่ง พราหมณ์จึงเข้าไปหาพระโพธิสัตว์ เล่าถึงสาเหตุที่ตนเองไม่มีเวลาเข้ามาที่สำนักเพื่อรับฟังโอวาทเหมือนแต่ก่อน เพราะมัวแต่เสียเวลาแสวงหาสิ่งต่างๆ มาให้ภรรยาทานเพื่อแก้โรคลม พระโพธิสัตว์ฟังแล้วก็ทราบว่า พราหมณ์ถูกภรรยาหลอกเสียแล้ว จึงแนะนำวิธีแก้ไขให้ว่า “ตั้งแต่นี้ไป ท่านไม่ต้องไปหาอะไรให้นางทานอีก เราจะแนะนำวิธีที่จะทำให้นางหายขาดจากโรคลมทันที โดยท่านต้องไปหาใบไม้ ๕ อย่าง และผลไม้ ๓ อย่าง เอามาโขลกใส่ในมูตรโค แล้วแช่ไว้ในภาชนะทองแดงใหม่ๆ จากนั้นให้ถือหวายหรือไม้เรียวเข้าไปหานางพร้อมกับกล่าวว่า “เธอจงกินยานี้แล้วโรคจะได้หาย หากเธอไม่กินยา ให้ลุกขึ้นมาทำการงานให้สมกับค่าอาหารที่ทานเข้าไป หากยังดื้อ ให้ใช้หวายหรือไม้เรียวเฆี่ยนตีนาง”

ครั้นพราหมณ์ฟังคำแนะนำแล้ว ก็กลับไปบ้าน และทำตามวิธีที่พระโพธิสัตว์บอกทันที โดยถือยาที่ปรุงพิเศษเข้าไปหาภรรยา แล้วกล่าวว่า “เธอจงกินยานี้เสีย โรคจะได้หาย” นางถามกลับไปว่า “ใครบอกสูตรปรุงยานี้แก่ท่าน” พราหมณ์บอกว่า “อาจารย์ของฉันเอง” นางพราหมณีจึงกล่าวว่า “เอายานี้ไปทิ้งเสีย ถึงอย่างไรฉันจะไม่ยอมกินอย่างเด็ดขาด” พราหมณ์ก็บอกนางว่า “ต่อแต่นี้ไป เธอจะทำอะไรตามใจชอบไม่ได้อีกแล้ว” จากนั้นก็เงื้อหวายขึ้นพร้อมกับขู่นางว่า “เธอจงรีบกินยาเสีย ถ้าไม่เช่นนั้น จงรีบลุกขึ้นมาทำการงาน หากป่วยจริงต้องกินยา ถ้าไม่กินยาก็ต้องลุกขึ้นมาทำงาน” นางเห็นท่าทางเอาจริงของสามี จึงเกิดความกลัว รีบลุกขึ้นจากที่นอน และตั้งแต่นั้นมา ก็กกลับเนื้อกลับตัวใหม่ ไม่ประพฤตินอกใจสามีอีกต่อไป

ฝ่ายอุบาสก ครั้นทราบนัยที่พระบรมศาสดาทรงตรัสเล่าให้ฟัง จึงรู้ว่าภรรยาของตัวเองมีชู้ แล้วแสร้งทำเป็นเจ็บป่วย เมื่อฟังธรรมจบแล้ว จึงกลับไปจัดการกับภรรยา เหมือนพราหมณ์จัดการกับนางพราหมณี ฝ่ายภรรยารู้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เปิดเผยความชั่วร้ายของตนเสียแล้ว จึงกลับตัวกลับใจเสียใหม่ ตั้งใจทำหน้าที่ของศรีภรรยาเหมือนเดิม

เราจะเห็นได้ว่า การประพฤตินอกใจไม่ดีเลย ทำให้ต้องผิดศีลข้อ ๓ ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องไปอบาย การใช้ชีวิตคู่ต้องอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้าไม่มีความรักความจริงใจต่อกันแล้ว การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันจะไปได้ไม่ตลอดรอดฝั่ง การหลอกลวงกันเพราะกิเลสบังตา ทำให้นอกใจคู่ครองของตัวเอง ซึ่งหลอกกันได้ไม่นาน เพราะความลับไม่มีในโลกสำหรับผู้ที่ทำความชั่ว ไม่ช้าสิ่งที่ปกปิดเอาไว้จะถูกเปิดเผย แล้วความร้าวฉานในครอบครัวจะบังเกิดขึ้น ดังนั้น การใช้ชีวิตคู่ ถ้าจะให้เป็นคู่สร้างคู่สม จะต้องมาสร้างบารมีด้วยกัน มีรสแห่งธรรมเสมอกัน คือ มีศรัทธาเสมอกัน มีศีลและทิฐิเสมอกัน ชีวิตคู่จึงจะราบรื่นและมีความสุข ได้เป็นคู่บุญคู่บารมีที่เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป

วันพุธที่ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๑

ขาดสัปปายะสมาธิไม่ก้าวหน้า

การปฏิบัติธรรม ทำใจให้หยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เป็นหัวใจของการมาเกิดในแต่ละภพแต่ละชาติ การสร้างบารมีของมนุษยชาติทั้งหลาย จุดมุ่งหมายสูงสุด คือ การได้เข้าถึงดินแดนอันเป็นบรมสุข คือ อายตนนิพพาน ซึ่งจะเข้าถึงได้ด้วยการทำใจหยุดใจนิ่ง หยุดในหยุดลงไปตรงกลางกาย กลางพระธรรมกายไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไปถึงสุดสายธรรม ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของนักสร้างบารมีทั้งหลาย กว่าจะเข้าถึงตรงนี้ได้ ต้องอาศัยบุญบารมีที่เต็มเปี่ยมบริบูรณ์ อาศัยความเพียรอันกลั่นกล้า มีความอดทน หมั่นประพฤติปฏิบัติธรรมโดยไม่ขาดเลยแม้แต่วันเดียว ดังนั้น ในภพชาตินี้ เพื่อเป็นการเพิ่มเติมบุญบารมีของเรา ให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมกันให้ดี

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในขุททกนิกาย คาถาธรรมบทว่า

“โย จ วสฺสสตํ ชีเว กุสีโต หีนวีริโย

เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย วิริยํ อารภโต ทฬฺหํ

ผู้เกียจคร้าน มีความเพียรย่อหย่อน ดำรงอยู่ตั้ง ๑๐๐ ปี ส่วนผู้มีความเพียร แม้มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว เป็นชีวิตที่ประเสริฐกว่ากันมากมายนัก”

การที่ใครสักคน จะลงมือประพฤติปฏิบัติธรรม ให้มีความเจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไปนั้น สถานที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเมื่อสถานที่เป็นสัปปายะเอื้อต่อการประพฤติปฏิบัติธรรม แม้ฝนจะตกแดดจะออกไม่ต้องกังวล หรือสัตว์เลื้อยคลานต่างๆ จะไม่มารบกวน เป็นสถานที่ที่มีความเหมาะสมที่จะนั่งปฏิบัติธรรมและย่อมจะส่งผล ทำให้มีความปลอดโปร่งเบาสบายตามไปด้วย เมื่อลงมือปฏิบัติธรรม จะช่วยทำให้ใจหยุดนิ่งได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และจะมีความเจริญรุดหน้าไปตามลำดับ จนกระทั่งเข้าถึงพระธรรมกายที่ชัดใสแจ่มอยู่ภายใน

ในทางตรงกันข้าม ถ้าสถานที่นั้นไม่เป็นสัปปายะ ยากที่จะให้ผลของการปฏิบัติธรรมมีความเจริญก้าวหน้า เพราะจิตใจจะมีแต่ความวิตกกังวล ใจจะเกาะเกี่ยวกับเรื่องภายนอก ทำให้ใจไม่สงบไม่หยุดไม่นิ่ง ดังเรื่องราวของพระภิกษุรูปหนึ่ง ที่จะยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างดังต่อไปนี้

*มก. ฆตาสนชาดก เล่ม ๕๖/๕๒๗

*ในครั้งพุทธกาล มีกุลบุตรท่านหนึ่ง เห็นโทษภัยในการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร เกิดความเบื่อหน่ายในเพศฆราวาส จึงตั้งใจออกบวชประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง ท่านอาอาศัยอยู่ที่วัดพระเชตวันมหาวิหาร และได้ศึกษาเล่าเรียนวิธีการประพฤติปฏิบัติธรรมและหัวข้อการกำหนดกรรมฐานจากพระอาจารย์จนมีความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง และเกิดความคิดที่จะหลีกเร้นออกจากหมู่คณะ เพื่อไปเสาะแสวงหาสถานที่อันเงียบสงบ เหมาะสมสำหรับการประพฤติปฏิบัติธรรม เพื่อจะได้มีเวลาปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่ การปฏิบัติธรรมได้เจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป ให้สมกับที่ได้ตั้งใจสละความสะดวกสบายในทางโลกออกบวช

วันหนึ่ง ใกล้ช่วงเข้าพรรษา พระภิกษุรูปนี้ ขอลาพระอาจารย์แล้วเดินทางไปที่หมู่บ้านชายแดนแห่งหนึ่ง ท่านได้เข้าไปจำพรรษาที่บรรณศาลาหลังหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ภายในป่าอันน่ารื่นรมย์ แต่อยู่จำพรรษาได้ไม่กี่วัน ขณะที่ท่านบิณฑบาตโปรดญาติโยมในหมู่บ้านอยู่นั้น บรรณศาลาที่ท่านพักอาศัยปฏิบัติธรรมเกิดไฟลุกไหม้ เมื่อท่านกลับจากบิณฑบาตเห็นแล้ว จึงรีบไปบอกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้โยมอุปัฏฐากฟัง ญาติโยมรับปากว่า “เมื่อพวกผมว่างกันเมื่อไร จะพากันไปช่วยสร้างกุฏิหลังใหม่ให้ ขอพระคุณเจ้าโปรดรอให้พวกผมไถนาหว่านข้าวกันเสร็จเรียบร้อยก่อนเถิด”

เมื่อไม่มีที่พักอาศัยในการอยู่ประพฤติปฏิบัติธรรม ท่านต้องอยู่ด้วยความยากลำบาก ต้องตากแดดตากฝน จิตใจว้าวุ่นไม่เป็นอันปฏิบัติธรรม ส่งผลให้การปฏิบัติธรรมของท่าน ไม่มีความเจริญก้าวหน้า เวลาได้ล่วงเลยไปจนกระทั่งออกพรรษา แต่ยังไม่มีวี่แววว่าพวกโยมอุปัฏฐากจะพากันมาช่วยสร้างกุฏิหลังใหม่ให้ ในที่สุด ท่านจึงตัดสินใจเดินทางกลับวัดพระเชตวันมหาวิหาร เข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดา ถวายบังคมแล้วนั่งอยู่ในที่อันเหมาะสม

เมื่อพระบรมศาสดาทอดพระเนตรเห็นพระภิกษุ ได้ตรัสถามว่า “ดูก่อนภิกษุ สมณธรรมของเธอมีความเจริญก้าวหน้าดีหรือ” ท่านกราบทูลว่า “จิตใจของข้าพระองค์ไม่เป็นอันบำเพ็ญสมณธรรมเลย เริ่มตั้งแต่เข้าไปพักอาศัยในบรรณศาลาเพื่ออยู่จำพรรษาได้ไม่กี่วัน บรรณศาลาถูกไฟเผาผลาญจนหมดสิ้น” พระบรมศาสดาสดับแล้วจึงตรัสสอนว่า “ภิกษุ แม้สัตว์เดรัจฉานในกาลก่อน เมื่อรู้ว่าที่พักอาศัยไม่มีความปลอดภัย ไม่เป็นสัปปายะแล้ว จะรีบพากันไปหาที่อยู่ใหม่ แต่นี่เธอทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่มีที่พักอาศัยที่เหมาะสมต่อการปฏิบัติธรรม ทำไมไม่ย้ายไปอยู่ที่อื่นเล่า” พอท่านได้ฟังเช่นนั้น จึงอยากจะรู้เรื่องราวในอดีตทั้งหมด อาราธนาให้พระบรมศาสดาตรัสเล่าให้ฟัง พระบรมศาสดาทรงมีพระเมตตา ได้ตรัสเล่าว่า

ในอดีตกาล ครั้งที่พระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในเมืองพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้บังเกิดเป็นพญานก ครั้นเจริญวัยแล้ว ก็ได้เป็นหัวหน้าฝูงนก เพราะมีความสวยงามกว่านกตัวอื่นๆ ทั้งหมด อาศัยอยู่ที่ต้นไม้ใหญ่ติดกับสระน้ำแห่งหนึ่ง ซึ่งต้นไม้นี้มีกิ่งก้านและคาคบที่สมบูรณ์แข็งแรง มีใบหนาทึบ แต่มีกิ่งอยู่กิ่งหนึ่งที่ยื่นออกไปอยู่เหนือสระน้ำ เมื่อนกทั้งหลายออกหาอาหารกินจนอิ่มหนำสำราญแล้ว ก็จะบินมาจับที่กิ่งไม้กิ่งนี้ แล้วถ่ายคูถลงไปในสระน้ำอยู่เป็นประจำ

ในสระน้ำแห่งนี้ มีพญานาคตนหนึ่งอาศัยอยู่ ได้เห็นพวกนกชอบบินมาจับที่กิ่งไม้แล้วถ่ายคูถลงไปในสระ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของตนเป็นประจำ จึงโกรธและคิดจะทำลายต้นไม้นี้ให้พินาศด้วยฤทธิ์ของตน ฉะนั้น ในกลางดึกคืนหนึ่ง ขณะที่พวกนกกำลังนอนหลับพักผ่อนอยู่ พญานาคจึงใช้อิทธิฤทธิ์ทำให้น้ำในสระเดือดพล่าน เหมือนยกเอาสระขึ้นไปตั้งไว้บนเตาไฟ จากนั้นก็ใช้ฤทธิ์ทำให้เกิดควันไฟและเปลวไฟพวยพุ่งขึ้นไปสูงชั่วลำตาล

พญานกโพธิสัตว์และนกทั้งหลายเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงตกใจพากันแตกตื่น แต่พญานกโพธิสัตว์กลับมีสติตลอดเวลา ได้พูดให้ข้อคิดแก่บริวารว่า “ปกติไฟที่ไหม้ลุกลามนั้น คนเขาจะใช้น้ำดับไฟ แต่นี่มันเป็นเหตุการณ์ที่แปลกประหลาด ไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน เพราะน้ำกลับลุกเป็นไฟพวยพุ่งขึ้นเสียเอง สถานที่แห่งนี้จึงไม่ปลอดภัยสำหรับพวกเราเสียแล้ว” พญานกโพธิสัตว์จึงพานกบริวารที่เชื่อฟังคำแนะนำของตน รีบบินหนีไปหาที่อยู่ใหม่ ส่วนนกที่ไม่เชื่อฟังยังอยากจะอยู่ที่ต้นไม้นั้นต่อ จึงพากันเกาะอยู่ที่กิ่งไม้เหมือนเดิม ทำให้ถูกเปลวไฟคลอกตายกันหมดอย่างน่าอเนจอนาถ

เราจะเห็นได้ว่า สถานที่อยู่อาศัย หรือสถานที่สำหรับประพฤติปฏิบัติธรรมที่เหมาะสมและเป็นสัปปายะ มีความสำคัญอย่างยิ่ง จะมีผลทำให้สมาธิมีความเจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป เริ่มตั้งแต่ต้องรู้จักหลักวิธีปฏิบัติเบื้องต้น คือ อาหารที่บริโภคหาได้สะดวก สถานที่ประพฤติปฏิบัติธรรมร่มรื่นสะดวกสบาย มีความสงบเงียบเหมาะสำหรับการนั่งปฏิบัติธรรม เมื่อสถานที่ภายนอกมีความสะดวกแล้ว จิตใจภายในจะมีความปลอดโปร่งเบาสบาย และจะเป็นเหตุให้ผลของการปฏิบัติธรรม มีความเจริญก้าวหน้าไปตามลำดับ

เมื่อผลการประพฤติปฏิบัติธรรมดี จะซาบซึ้งในคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า ธรรมะเป็นอกาลิโก คือ ไม่ประกอบด้วยกาลเวลา เมื่อประพฤติปฏิบัติทำใจหยุดนิ่งเข้าถึงธรรมะภายในได้เมื่อไร เราจะได้เข้าถึงความสุขความสมหวังเมื่อนั้น แล้วเราจะมีความศรัทธามั่นคงในพระรัตนตรัย ทำให้ไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต จะตั้งใจสั่งสมบุญกุศลให้ยิ่งๆ ขึ้นไป และความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตจะบังเกิดกับเราทั้งในภพนี้และในภพชาติต่อๆ ไป จนกระทั่งถึงภพชาติสุดท้าย

วันพฤหัสบดีที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

กลับตัวกลับใจใหม่

ในมงคลชีวิต ๓๘ ประการ มงคลข้อแรก การไม่คบคนพาล และมงคลข้อที่สอง การเลือกคบแต่บัณฑิต มงคลชีวิตทั้งสองข้อนี้ เป็นหลักสำคัญในการฝึกฝนอบรมตนเองให้ประสบความสำเร็จในชีวิต เพราะถ้าปฏิบัติตามหลักธรรมสองข้อเบื้องต้นนี้ไม่ได้ การที่เราจะประสบความสำเร็จในชีวิต ทั้งทางโลกและทางธรรม จะเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก เหมือนกับการเดินขึ้นบันได เราจะต้องก้าวผ่านขั้นแรกๆ ให้ได้เสียก่อน จึงจะสามารถก้าวเดินต่อไปได้อย่างมั่นคง คนเราก็เช่นเดียวกัน จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้ ต้องรู้จักเลือกคบคนให้ดี ถ้าคบกับบัณฑิตนักปราชญ์ เราจะพลอยเปรื่องปราชญ์ตามไปด้วย แต่ถ้าคบหากับคนพาล อัปมงคลทั้งหลายจะหลั่งไหลมาสู่ตัวเราได้ เพราะฉะนั้น ผู้ที่หวังความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต จะต้องไม่มองข้ามสิ่งเหล่านี้ เพราะนั่นหมายถึง ความเจริญก้าวหน้าหรือตกต่ำในชีวิตของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเดินทางไกลไปสู่อายตนนิพพาน เราจะต้องอยู่ใกล้ชิดกับบัณฑิตนักปราชญ์ ใกล้ชิดกับพระรัตนตรัย และต้องมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ระลึกอย่างเดียวเท่านั้น ชีวิตของเราจะได้สมหวังดังใจปรารถนาในการเข้าถึงพระรัตนตรัยภายในกันทุกๆ คน

มีวาทธรรมซึ่งปรากฏในโสมมิตตเถรคาถา ความว่า

“เต่าตาบอด เกาะกิ่งไม้เล็กๆ ย่อมจมลงไปในห้วงน้ำใหญ่ ฉันใด กุลบุตรอาศัยคนเกียจคร้านดำรงชีพอยู่ ย่อมจมลงในสังสารวัฏ ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น บุคคลพึงเว้นคนเกียจคร้าน ผู้มีความเพียรเลวทรามเสีย ควรอยู่กับบัณฑิตทั้งหลาย ผู้สงัด เป็นอริยะ มีใจเด็ดเดี่ยว บำเพ็ญฌาน มีความเพียรอันปรารภแล้วอยู่เป็นนิตย์”

จากเถรคาถาบทนี้ ชี้ให้เราเห็นว่าสภาวะแวดล้อมมีความเกี่ยวเนื่องถึงกันหมด ท่านพูดเปรียบเทียบด้วยการพูดถึงเต่าตาบอดที่อยากจะแหวกว่ายอยู่เหนือพื้นน้ำ แต่มองไม่เห็น จึงไปเกาะอาศัยกิ่งไม้เล็กๆ แต่ไม่อาจที่จะลอยตัวอยู่ได้ เพราะการที่จะลอยตัวอยู่ได้ ต้องอาศัยเกาะกิ่งไม้ใหญ่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยว คนเราก็เช่นกัน จะต้องคบหาคนดี มีศีลมีธรรม มีปัญญาและความเพียรจึงจะสามารถเอาดีได้ เพราะเราคบคนเช่นไร เราเองจะเป็นคนเช่นนั้น คบคนเกียจคร้านก็จะเป็นคนเกียจคร้าน คบคนขยันก็จะเป็นคนขยัน ฉะนั้น หากเราปรารถนาความเจริญรุ่งเรืองให้กับตนเอง จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเลือกคบแต่บัณฑิตนักปราชญ์ เพราะการคบมิตรไม่ได้เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของชีวิต แต่เป็นทั้งหมดของชีวิตทีเดียว กัลยาณมิตรถือว่าเป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์ ที่จะทำให้ชีวิตมีแต่ความเจริญก้าวหน้าฝ่ายเดียว ดังนั้น การคบคนหรือเลือกคบเพื่อนจึงมีความสำคัญมากทีเดียว

ดังตัวอย่างของพระวิมลเถระ ซึ่งเป็นพระที่กล้าแก้ไขปรับปรุงตนเอง เมื่อท่านพิจารณาเห็นว่าคนที่ตนกำลังคบหาด้วย จะทำให้ท่านสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตให้สูงขึ้นได้ ท่านได้ปฏิบัติตามคำแนะนำด้วยนอบน้อมปราศจากทิฐิมานะ เรื่องราวมีอยู่ว่า

*มก. โสมมิตตเถรคาถา เล่ม ๕๑/๖๓

*ในอดีตกาล อุบาสกคนหนึ่งชื่อโสมมิตตะ เป็นผู้มีบุญญาธิการอันกระทำไว้ดีแล้วในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ หลายพระองค์ และในชาติหนึ่งท่านได้สั่งสมบุญเป็นพิเศษและเป็นที่ประทับใจไม่รู้ลืม คือ ท่านได้เกิดในตระกูลฐานะดีตระกูลหนึ่ง ในยุคของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสิขี ครั้งหนึ่ง ท่านได้สดับรับฟังพระพุทธคุณ ที่พรรณนาถึงพระปัญญาธิคุณ พระมหากรุณาธิคุณ และพระบริสุทธิคุณ ที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย จึงเกิดจิตเลื่อมใสในพระพุทธองค์เป็นอย่างมาก

วันหนึ่ง ด้วยใจของท่านที่ตรึกระลึกนึกถึงพระพุทธคุณ จนเกิดความปีติแผ่ซ่านอยู่เป็นประจำ ทำให้รู้สึกอิ่มอกอิ่มใจอยู่เสมอ เมื่อท่านเห็นต้นทองกวาวที่มีดอกบานสะพรั่ง จึงเก็บดอกทองกาวมาแล้วโยนขึ้นไปในอากาศ เพื่อบูชาแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยบุญแห่งความเลื่อมใสนั้น ได้ส่งผลให้ท่านได้ท่องเที่ยวอยู่แต่ในสุคติภูมิ คือ เวียนว่ายตายเกิดอยู่แต่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย โดยไม่พลัดไปเกิดในทุคติเลย

ครั้นมาถึงในสมัยพุทธกาล บุญได้นำพาท่านให้มาเกิดในตระกูลของพราหมณ์ ณ เมืองพาราณสี มีชื่อว่าโสมมิตตะ เมื่อเติบโตขึ้น เรียนจนจบไตรเพทแล้ว ก็มีความคุ้นเคยกับพระวิมลเถระ คราวใดที่สะดวก จะไปฟังธรรมกับพระเถระอยู่เสมอๆ ยิ่งได้ฟังธรรม ก็ยิ่งมีความเลื่อมใสศรัทธาในพระศาสนาเพิ่มมากขึ้นทุกวัน จนกระทั่งในที่สุดได้ตัดสินใจออกบวช และได้ฝากตัวเป็นลูกศิษย์กับพระเถระ

แต่เนื่องจากพระวิมลเถระไม่ค่อยเอาใจใส่ในการประพฤติปฏิบัติธรรมเท่าที่ควร ในแต่ละวันหลังจากฉันเสร็จ ท่านจะหนักไปในการจำวัดพักผ่อน ได้ปล่อยวันเวลาให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ เมื่อนานวันเข้า พระโสมมิตตะเห็นว่าการที่ท่านอยู่ใกล้พระเถระ อาจจะเป็นเหตุให้ตนติดนิสัยอย่างนั้นไปด้วย จึงหาเหตุผลบอกพระเถระว่าต้องการจะไปทำความเพียรที่อื่น เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว ก็ไปฝากตัวเป็นศิษย์ของพระมหากัสสปเถระ ได้ยึดเอาพระมหากัสสปเถระเป็นต้นบุญต้นแบบในการฝึกฝนตนเอง ตั้งตนอยู่ในโอวาทของพระเถระ และเริ่มเจริญกัมมัฏฐานบำเพ็ญเพียรภาวนา ต่อมาไม่นาน ก็ได้บรรลุพระอรหัตผล

เมื่อได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็กล่าวคติธรรมว่า

“เราเห็นต้นทองกวาวมีดอกบาน จึงประคองอัญชลีนึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด แล้วนำดอกทองกวาวโยนขึ้นบูชาในอากาศ ด้วยกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตจำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้วได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ภพทั้งปวงเราถอนขึ้นแล้ว เปรียบเหมือนช้างตัวประเสริฐ ตัดบ่วงได้เด็ดขาดแล้ว เป็นผู้ปราศจากกิเลสอาสวะ การมาในสำนักแห่งพระพุทธเจ้าของเรา เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้ว คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเรากระทำสำเร็จแล้ว”

หลังจากบำเพ็ญสมณธรรมอยู่กับพระมหากัสสปเถระได้ระยะหนึ่ง ท่านก็นึกถึงพระอาจารย์เก่า คือ พระวิมลเถระ ด้วยความเมตตาเกรงว่าการบวชของพระอาจารย์จะเป็นโมฆะ จึงได้ออกเดินทางไปเยี่ยมเยียนเพื่อทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรให้ เมื่อไปถึง ได้พูดเป็นคติธรรมให้พระอาจารย์ได้สติว่า “เต่าตาบอด เกาะกิ่งไม้เล็กๆ ย่อมจมลงไปในห้วงน้ำใหญ่ ฉันใด กุลบุตรอาศัยคนเกียจคร้าน ย่อมจมลงในสังสารวัฏ ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น บุคคลพึงเว้นคนเกียจคร้านผู้ไม่ปรารภความเพียรเสีย ควรอยู่กับบัณฑิตทั้งหลาย ผู้สงัด เป็นอริยะ มีใจกล้าหาญเด็ดเดี่ยว บำเพ็ญฌาน และปรารภความเพียรอยู่เป็นนิตย์”

เมื่อพระวิมละได้ฟังคติธรรมนั้นแล้ว ก็เกิดความสลดสังเวชใจในข้อวัตรปฏิบัติของตน และเริ่มตั้งใจลงมือปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง ไม่นานนัก ก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์

เราจะเห็นได้ว่า การจะได้บรรลุเป้าหมายอันสูงสุดของชีวิต นอกจากต้องอาศัยบุญเก่าที่สั่งสมมาอย่างดีแล้ว เรายังจะต้องรู้จักการเลือกคบคนด้วย เพราะบุคคลคบคนเช่นไร จะเป็นคนเช่นนั้น เนื่องจากชนทุกเชื้อชาติทุกศาสนา ต่างมีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนกันไป เราต้องรู้จักใช้วิจารณญาณในการเลือกคบคน ถ้าไม่เลือกให้ดี ชีวิตอาจหมดโอกาสที่จะได้บรรลุมรรคผลนิพพานในภพชาติปัจจุบัน ดังนั้น เมื่อเราสั่งสมบุญอะไร ก็อย่าลืมที่จะอธิษฐานให้ห่างไกลจากคนภัยคนพาล ให้ได้คบแต่บัณฑิตนักปราชญ์ทั้งหลาย ท่านจะได้คอยชี้แนะให้เราพบกับบัณฑิตภายใน คือ ได้เข้าถึงพระธรรมกาย ซึ่งท่านเป็นผู้รู้แจ้งที่แท้จริง ถ้าทำได้อย่างนี้ นอกจากเราจะสามารถมีที่พึ่งอันประเสริฐ คือ พระรัตนตรัยภายในแล้ว ยังจะสามารถเป็นกัลยาณมิตรที่ดีให้กับชาวโลกได้