วันเสาร์ที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๑

ขุมทรัพย์ข้ามชาติ

ช่วงชีวิตของคนเรานั้นสั้นนัก การยอมเสียเวลาเพื่อลงทุนทำอะไรสักอย่าง จะต้องใคร่ครวญให้ดี เพื่อให้คุ้มค่ากับเวลาและเงินตราที่เสียไป เพราะนั่นหมายถึงชีวิตและโอกาสดีๆ ที่ต้องสูญเสียไปด้วย แต่การลงมือทำความดีนั้น ไม่มีการสูญเสีย มีแต่ได้อย่างเดียว การที่เราให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา ล้วนได้ประโยชน์ใหญ่ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด การทำบุญไม่ต้องเสี่ยงต่อการขาดทุน เพราะนอกจากจะได้กำไรชีวิตแล้ว ยังสามารถเก็บเกี่ยวผลบุญ เพื่อนำไปใช้ในภพชาติต่อไปได้ เพราะฉะนั้น ผู้มีบุญมีปัญญาต้องรีบสั่งสมบุญ โดยเฉพาะบุญที่เกิดจากการเจริญสมาธิภาวนา ฝึกใจหยุดใจนิ่ง จะทำให้เราเข้าถึงความเต็มเปี่ยมของชีวิต มีพระรัตนตรัยภายในเป็นที่พึ่งที่ระลึกอย่างแท้จริง

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในนิธิกัณฑสูตร ความว่า

“คนเราฝังขุมทรัพย์ไว้ในที่ลึกกระทั่งในน้ำก็ด้วยความคิดว่า เมื่อเกิดกิจจำเป็นขึ้น ขุมทรัพย์นี้จะเป็นประโยชน์แก่เรา คนฝังขุมทรัพย์ไว้ในโลก เพื่อจุดประสงค์นี้ คือ เพื่อให้พ้นจากราชภัยที่คอยคุกคาม เพื่อให้พ้นจากโจรภัยที่คอยเบียดเบียน เพื่อเก็บไว้ใช้หนี้ก็มี เพื่อเก็บไว้ใช้ในยามเกิดทุพภิกขภัย คือ เกิดข้าวยากหมากแพง บ้านเมืองเกิดการขาดแคลนอาหาร หรือเพื่อใช้ในเวลามีภยันตรายต่างๆ”

*มก. นิธิกัณฑ์ในขุททกปาฐะ เล่ม ๓๙/๓๐๒

*ขุมทรัพย์ที่เขาฝังไว้อย่างดีในน้ำลึกถึงเพียงนั้น จะสำเร็จประโยชน์แก่เขาไปทั้งหมด ตลอดเวลาก็หาไม่ เพราะบางทีขุมทรัพย์เคลื่อนที่ไปบ้างก็มี บางทีเขาลืมที่ฝังไว้บ้างก็มี บางทีพวกนาคเคลื่อนย้ายไปบ้างก็มี บางทีพวกยักษ์นำขุมทรัพย์นั้นไปบ้างก็มี หรือบางทีเมื่อเขาเผลอ มีญาติผู้ไม่เป็นที่รักมาขโมย หรือขุดเอาไปบ้างก็มี เมื่อเขาสิ้นชีวิต ต้องละจากโลกนี้ไป ขุมทรัพย์ที่เขาฝังไว้ทั้งหมดนั้นก็พินาศไป ไม่สามารถนำติดตามไปได้”

ขุมทรัพย์โดยทั่วไป มีอยู่ด้วยกัน ๔ ประเภท คือ ๑. ถาวรนิธิ คือ ขุมทรัพย์ที่เคลื่อนที่ไม่ได้ เป็นประเภทอสังหาริมทรัพย์ หรือเป็นทรัพย์ที่ไม่มีวิญญาณครอง เช่น ที่ดิน เรือกสวนไร่นา อาคารบ้านเรือนต่างๆ เป็นต้น ประเภทที่ ๒. ชังคมนิธิ คือ ขุมทรัพย์ที่เคลื่อนที่ได้ เป็นสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์ที่มีวิญญาณครอง เช่น ข้าทาสบริวาร ช้าง ม้า วัว ควาย แพะ แกะ ไก่ สุกร เป็นต้น ประเภทที่ ๓. อังคสมนิธิ คือ ขุมทรัพย์ติดตัว เช่น วิชาความรู้ ศิลปวิทยาต่างๆ รวมทั้งความสามารถพิเศษของแต่ละบุคคล เป็นต้น และขุมทรัพย์ประการที่ ๔. อนุคามิกนิธิ คือ ขุมทรัพย์ทางคุณธรรม ได้แก่ บุญกุศลความดี ที่เกิดจากการทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา บำเพ็ญบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ หรือบารมีสิบทัศ เป็นต้น ซึ่งนับเป็นขุมทรัพย์ที่ถาวรที่สุด ขุมทรัพย์ประการสุดท้ายนี้ ที่เราจะต้องแสวงหากันให้มากๆ และต้องทำให้มีให้เป็นขึ้นมาในตัวให้ได้ พระพุทธองค์ยังตรัสต่อไปอีกว่า

“ขุมทรัพย์ที่ผู้ใด ไม่ว่าจะเป็นสตรีหรือบุรุษก็ตาม ฝังไว้ดีแล้วด้วยการทำทาน รักษาศีล สัญญมะ คือ การห้ามจิตมิให้ตกไปในอารมณ์ต่างๆ หมายถึง การเจริญสมาธิภาวนาและสำรวมอินทรีย์ทั้งหก เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยทมะ หมายถึง การหมั่นฝึกฝนอบรมตนเอง ข่มใจไม่ให้กิเลสเข้าไปครอบงำจิตใจได้

ผู้มีปัญญาควรฝังขุมทรัพย์ไว้ในพระเจดีย์ ในพระสงฆ์ ในบุคคล ในแขกที่มาหา ในบิดามารดาหรือหมู่ญาติ”

หมายความว่า ให้ทำการนอบน้อมบูชากราบไหว้พระเจดีย์ ซึ่งเป็นตัวแทนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำจิตให้เลื่อมใสในพระรัตนตรัย บูชาพระสงฆ์ด้วยการถวายทาน คอยอุปัฏฐากดูแลให้ท่านได้รับความสะดวกสบายในการบำเพ็ญสมณธรรม ให้ความเคารพกราบไหว้ รู้จักเข้าไปหาและสนทนาธรรมกับท่านเป็นประจำ ให้ความเคารพในท่านผู้มีคุณธรรมทั้งที่เป็นเด็ก เป็นเพื่อน และเป็นผู้ใหญ่ ให้ความสำคัญในการต้อนรับปฏิสันถารกับแขกที่มาเยือน รวมไปถึงการเป็นคนมีความกตัญญูกตเวที การบำรุงบิดามารดา สงเคราะห์ท่านให้มีความสุขในโลกนี้ และแนะนำท่านให้เกิดศรัทธาในการทำทาน รักษาศีลและเจริญภาวนา ท่านจะได้มีบุญติดตัวไป เป็นการช่วยปิดนรก เปิดสวรรค์และนิพพานให้กับท่าน นี่เป็นหลักย่อๆ ในการฝังขุมทรัพย์ เมื่อสั่งสมบุญตามที่พระพุทธองค์ได้ตรัสเอาไว้แล้ว จะเกิดผลอันน่าอัศจรรย์อย่างไร พระพุทธองค์ตรัสต่อไปอีกว่า

“ขุมทรัพย์ที่ผู้มีปัญญาได้ทำเช่นนี้ ชื่อว่าฝังไว้ดีแล้ว คนอื่นจะขนเอาไปไม่ได้ จะติดตามคนฝังตลอดไป บรรดาทรัพย์สมบัติที่เขาจำต้องละไป เขาจะพาไปได้เฉพาะขุมทรัพย์นี้เท่านั้น ขุมทรัพย์นี้ไม่ทั่วไปแก่คนเหล่าอื่น ทั้งโจรก็ลักเอาไปไม่ได้ ผู้มีปัญญาควรทำแต่บุญ ที่จะเป็นขุมทรัพย์อันติดตามตัวเราตลอดไป

ขุมทรัพย์ คือ บุญนี้ ให้ผลอันน่าปรารถนาทุกประการ แก่เทวดาและมนุษย์ เทวดาและมนุษย์ปรารถนาผลอันใด ผลนั้นๆ ทุกอย่าง จะสำเร็จได้ด้วยขุมทรัพย์ คือ บุญ

ความเป็นผู้มีผิวพรรณงดงามเปล่งปลั่งผ่องใส มีเสียงไพเราะเสนาะโสต มีทรวดทรงสมส่วน มีรูปร่างสวยสดงดงาม เป็นที่ดึงดูดตาดึงดูดใจแก่ผู้ที่ได้พบเห็น การได้เป็นใหญ่ในหมู่ชน มีพวกพ้องบริวารห้อมล้อม ทุกอย่างที่กล่าวมานั้น จะสำเร็จได้ด้วยขุมทรัพย์ คือ บุญ

ความเป็นพระราชาผู้เป็นใหญ่ในประเทศ ความเป็นอิสระ ความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีมหาสมุทรทั้ง ๔ เป็นขอบเขต ความสุขอันน่าพอใจของพระเจ้าจักรพรรดิ และแม้ความเป็นจอมเทพของเทวดาในหมู่เทพ ทั้งหมดนั้น จะได้ด้วยขุมทรัพย์ คือ บุญ

สมบัติของมนุษย์ก็ดี ความยินดีในเทวโลกก็ดี สมบัติคือนิพพานก็ดี ทั้งหมดนั้น จะได้ด้วยขุมทรัพย์นี้ บุคคลอาศัยมิตตสัมปทา หมายถึง ความเพียบพร้อมด้วยมิตรที่มีคุณงามความดี มีคุณธรรม สามารถที่จะแนะนำเส้นทางสวรรค์และนิพพานให้ได้ เช่น เพื่อนสพรหมจารี หรือเพื่อนกัลยาณมิตร ผู้ดำรงตนน่าเคารพ ประกอบด้วยความเพียรโดยแยบคาย เป็นผู้ชำนาญในวิชชาและวิมุตติ ทั้งหมดนี้ จะได้ด้วยขุมทรัพย์ คือ บุญ

ปฏิสัมภิทา วิโมกข์ สาวกบารมีญาณ ปัจเจกโพธิญาณ และพุทธภูมิ ทั้งหมดนี้ จะได้ด้วยขุมทรัพย์ คือ บุญ บุญสัมปทา หมายถึง ความถึงพร้อมแห่งบุญนั้น มีประโยชน์มากอย่างนี้ เพราะฉะนั้น บัณฑิตผู้เป็นปราชญ์ จึงสรรเสริญการที่บุคคลได้สั่งสมบุญเอาไว้อย่างดีแล้ว”

ทั้งหมดนี้ คือ พุทธวจนะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเอาไว้อย่างชัดเจนว่า ทางมาแห่งความสุขทั้งหลาย ทั้งที่เป็นของมนุษย์และของทิพย์ ทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตระ ล้วนเกิดจากบุญซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังความสุขและความสำเร็จทั้งสิ้น ขณะเดียวกัน ความทุกข์ยากลำบากทั้งหลายที่เราได้ประสบพบเจอ เพราะบาปอกุศลที่เคยทำเอาไว้ ความสุขเป็นผลจากการสั่งสมบุญ ความทุกข์เป็นผลจากการสั่งสมบาป นี่เป็นหลักเหตุและผลง่ายๆ ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสเอาไว้ดีแล้ว ซึ่งหลวงพ่อได้ยกพระสูตรนี้เพื่อต้องการให้ทุกท่านได้รับทราบไว้ จะได้เห็นคุณค่าของการฝังขุมทรัพย์ คือ บุญ อันจะเป็นเสบียงติดตัวเราไปข้ามภพข้ามชาติ ดังนั้น ให้ทุกท่านหมั่นสั่งสมบุญ บุญจะได้อำนวยสุขให้เราสมความปรารถนาในทุกสิ่ง ได้ทั้งมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติและนิพพานสมบัติไปทุกภพทุกชาติกันทุกคน

วันจันทร์ที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๑

อย่าขาดความจริงใจต่อกัน

นับจากก้าวแรกของชีวิต ที่เรามาเกิดเป็นมนุษย์จนถึงปัจจุบันนี้ หากเราย้อนความทรงจำกลับไปในอดีต เราจะพบทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดีที่เราทำผ่านมา ถ้าเป็นสิ่งที่ดีจะทำให้ใจแช่มชื่นเบิกบาน แต่ถ้าไม่ดีจะรู้สึกเสียใจและเกิดความสลดหดหู่ใจ ดังนั้น ถ้าพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว หากเราพบว่าสิ่งใดเป็นบาปอกุศลให้งดเว้นเสีย คงไว้แต่คุณงามความดี นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เราจะสร้างแต่บุญกุศลอย่างเดียว เพื่อผลคือความสุขในบั้นปลาย เพราะถ้าหากปล่อยตัวปล่อยใจให้หลงใหลไปตามกระแสกิเลสแล้ว ต้องไปเสวยทุกข์ทรมานในอบายภูมิ ฉะนั้น เราต้องดำเนินชีวิตไปบนเส้นทางแห่งความดีโดยไม่หวั่นไหว พร้อมกับการประพฤติปฏิบัติธรรม หมั่นทำใจของเราให้หยุดให้นิ่งที่ศูนย์กลางกายเป็นประจำทุกๆ วัน สักวันหนึ่งเราจะได้บรรลุถึงฝั่งแห่งความสุขและความสำเร็จ

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในขุททกนิกาย คาถาธรรมบท ว่า

“น หิ ปาปํ กตํ กมฺมํ สชฺชุขีรํว มุจฺจติ

ฑหนฺตํ พาลมนฺเวติ ภสฺมาจฺฉนฺโนว ปาวโก

กรรมชั่วที่บุคคลทำแล้ว เมื่อยังไม่ส่งผล ก็เหมือนกับน้ำนมที่เพิ่งรีดในขณะนั้น ยังไม่แปรเปลี่ยนสภาพไป แต่บาปกรรมนั้น ย่อมตามแผดเผาคนพาล เหมือนกับไฟที่ถูกเถ้าถ่านกลบไว้ฉะนั้น”

กรรมดีหรือกรรมชั่วที่ทำไปแล้ว ล้วนมีผลด้วยกันทั้งนั้น คนเราจะเป็นคนดีได้ ต่อเมื่อได้ทำความดี และความดีนั้น ต้องหมั่นย่ำหมั่นทำบ่อยๆ ทั้งในที่ลับและในที่แจ้ง ในการอยู่ร่วมกันจะต้องทำดีต่อกัน มีความซื่อสัตย์และจริงใจต่อกัน ถ้าเป็นสามีภรรยาต้องไม่ประพฤตินอกใจกัน จึงจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข เ มื่อใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ต้องรู้จักยับยั้งชั่งใจ หักห้ามใจไม่ให้ไหลไปตามอำนาจของกิเลส ต้องรู้จักอดทนเป็นกัลยาณมิตรให้กันและกัน ชีวิตคู่จึงจะไปได้ตลอดรอดฝั่ง อย่างนี้ถือว่าเป็นคู่บุญคู่บารมี ส่วนมากสามีภรรยาที่แตกแยกกัน อยู่ร่วมกันได้ไม่นาน มีสาเหตุมาจากการประพฤตินอกใจกัน ดังเรื่องต่อไปนี้

*มก. โกสิยชาดก เล่ม ๕๖/๕๐๘

*ในครั้งพุทธกาล มีสามีภรรยาคู่หนึ่งในเมืองสาวัตถี สามีเป็นคนที่มีความศรัทธาในพระรัตนตรัย เข้าวัดฟังธรรมอยู่เป็นประจำ ส่วนภรรยาเป็นคนเกียจคร้าน ทั้งไม่สนใจที่จะเข้าวัดฟังธรรม เมื่อแต่งงานกันใหม่ๆ ก็อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ต่อมาภรรยาแอบไปมีชู้กับชายอื่น พอถึงเวลาทำงาน จะนอนทำทีว่าไม่สบาย สามีไม่รู้ว่านี่เป็นมารยาหญิง จึงถามด้วยความเป็นห่วงเป็นใยว่า “หน้าตาเธอไม่สดชื่น เธอป่วยเป็นโรคอะไรหรือ” นางตอบว่า “ฉันถูกลมตี รู้สึกอึดอัดจุกเสียดแน่นท้อง” อุบาสกจึงถามว่า “ปกติเธอกินอะไร โรคลมจึงจะหายเล่า” นางตอบว่า “ต้องได้ข้าวยาคูและเนยใส จึงจะหาย”

เนื่องจากอุบาสกรักภรรยามาก จึงไปแสวงหาสิ่งต่างๆ ที่ภรรยาต้องการมาให้ พอลับหลังสามีแล้ว นางก็แอบไปหาชายชู้ ครั้นนานวันเข้า อุบาสกก็เริ่มรู้สึกเหนื่อยล้า ครุ่นคิดด้วยความเป็นห่วงว่า “เห็นทีภรรยาของเราคงจะไม่หายป่วยง่ายๆ” จึงคิดจะทูลขอให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าช่วย ในเย็นวันหนึ่ง อุบาสกจึงถือของหอมและดอกไม้ไปวัดพระเชตวัน เมื่อไปถึง พระบรมศาสดาตรัสก็ทักทายว่า “อุบาสก ทำไมระยะหลังๆ นี้ ท่านจึงไม่ได้มาวัด” อุบาสก็กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภรรยาของข้าพระองค์ป่วยเป็นโรคลมเสียดแทงอยู่ตลอดเวลา ข้าพระองค์ต้องคอยออกไปหายามารักษา แต่นางไม่หายขาดสักที ทำให้ข้าพระองค์ไม่มีเวลามาวัด ที่มาครั้งนี้ ก็เพื่อมาขอความเมตตาพระพุทธองค์ ขอทรงช่วยภรรยาของข้าพระองค์ด้วยเถิด พระเจ้าข้า”

พระบรมศาสดาทรงเห็นด้วยญาณทัสนะว่า ภรรยาของอุบาสกได้ประพฤตินอกใจสามี จึงตรัสบอกว่า “ดูก่อนอุบาสก ภรรยาของท่านเอาแต่นอนอยู่อย่างนี้ ถึงอย่างไร โรคคงไม่หายหรอก ท่านต้องปรุงยาอย่างนี้ให้นางดื่ม โรคจึงจะหาย แม้ชาติที่ผ่านมา เราก็เคยบอกท่านแล้วเช่นกัน แต่ในชาตินี้ท่านกลับลืมเสียแล้ว” จากนั้นทรงตรัสเล่าเรื่องในอดีตให้ฟังว่า

ในอดีตกาล ครั้งที่พระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในเมืองพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้ถือกำเนิดในตระกูลพราหมณ์ เมื่อเติบโตเป็นหนุ่ม ก็ได้เดินทางไปศึกษาศิลปวิทยาที่เมืองตักกสิลา ครั้นเล่าเรียนสำเร็จแล้ว ก็กลับมาเป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ สั่งสอนลูกศิษย์อยู่ที่เมืองพาราณสี ขณะนั้น มีพราหมณ์บ้านนอกคนหนึ่ง ได้มาเล่าเรียนไตรเพทและศิลปศาสตร์ต่างๆ เมื่อเรียนจบแล้ว ก็ตั้งหลักปักฐานอยู่ที่เมืองพาราณสี พราหมณ์จะแวะเวียนมาหาพระโพธิสัตว์อยู่เป็นประจำ แต่นางพราหมณีภรรยาของเขา ไม่ประพฤติธรรม แอบประพฤตินอกใจสามี อีกทั้งยังเป็นคนเกียจคร้านการงาน พอถึงเวลาทำงานมักจะอ้างว่าป่วยไม่สบายทุกครั้งไป

พราหมณ์เห็นอาการของภรรยา จึงเข้าไปถามด้วยความเป็นห่วงว่า “เธอเป็นอะไรหรือ” นางพราหมณีตอบว่า “ป่วยเป็นโรคลม ต้องได้กินข้าวยาคูและเนยใสโรคถึงจะหาย” พราหมณ์รักในภรรยามาก นึกว่านางป่วยจริงๆ ไม่เคยคิดเลยว่าภรรยาจะแอบนอกใจ จึงรีบไปหาสิ่งที่ภรรยาต้องการมาให้ทันที เมื่อแสวงหาสิ่งต่างๆ มาให้ภรรยาได้กินตามใจชอบ แต่นางก็แกล้งไม่ยอมหายจากโรคสักที

วันหนึ่ง พราหมณ์จึงเข้าไปหาพระโพธิสัตว์ เล่าถึงสาเหตุที่ตนเองไม่มีเวลาเข้ามาที่สำนักเพื่อรับฟังโอวาทเหมือนแต่ก่อน เพราะมัวแต่เสียเวลาแสวงหาสิ่งต่างๆ มาให้ภรรยาทานเพื่อแก้โรคลม พระโพธิสัตว์ฟังแล้วก็ทราบว่า พราหมณ์ถูกภรรยาหลอกเสียแล้ว จึงแนะนำวิธีแก้ไขให้ว่า “ตั้งแต่นี้ไป ท่านไม่ต้องไปหาอะไรให้นางทานอีก เราจะแนะนำวิธีที่จะทำให้นางหายขาดจากโรคลมทันที โดยท่านต้องไปหาใบไม้ ๕ อย่าง และผลไม้ ๓ อย่าง เอามาโขลกใส่ในมูตรโค แล้วแช่ไว้ในภาชนะทองแดงใหม่ๆ จากนั้นให้ถือหวายหรือไม้เรียวเข้าไปหานางพร้อมกับกล่าวว่า “เธอจงกินยานี้แล้วโรคจะได้หาย หากเธอไม่กินยา ให้ลุกขึ้นมาทำการงานให้สมกับค่าอาหารที่ทานเข้าไป หากยังดื้อ ให้ใช้หวายหรือไม้เรียวเฆี่ยนตีนาง”

ครั้นพราหมณ์ฟังคำแนะนำแล้ว ก็กลับไปบ้าน และทำตามวิธีที่พระโพธิสัตว์บอกทันที โดยถือยาที่ปรุงพิเศษเข้าไปหาภรรยา แล้วกล่าวว่า “เธอจงกินยานี้เสีย โรคจะได้หาย” นางถามกลับไปว่า “ใครบอกสูตรปรุงยานี้แก่ท่าน” พราหมณ์บอกว่า “อาจารย์ของฉันเอง” นางพราหมณีจึงกล่าวว่า “เอายานี้ไปทิ้งเสีย ถึงอย่างไรฉันจะไม่ยอมกินอย่างเด็ดขาด” พราหมณ์ก็บอกนางว่า “ต่อแต่นี้ไป เธอจะทำอะไรตามใจชอบไม่ได้อีกแล้ว” จากนั้นก็เงื้อหวายขึ้นพร้อมกับขู่นางว่า “เธอจงรีบกินยาเสีย ถ้าไม่เช่นนั้น จงรีบลุกขึ้นมาทำการงาน หากป่วยจริงต้องกินยา ถ้าไม่กินยาก็ต้องลุกขึ้นมาทำงาน” นางเห็นท่าทางเอาจริงของสามี จึงเกิดความกลัว รีบลุกขึ้นจากที่นอน และตั้งแต่นั้นมา ก็กกลับเนื้อกลับตัวใหม่ ไม่ประพฤตินอกใจสามีอีกต่อไป

ฝ่ายอุบาสก ครั้นทราบนัยที่พระบรมศาสดาทรงตรัสเล่าให้ฟัง จึงรู้ว่าภรรยาของตัวเองมีชู้ แล้วแสร้งทำเป็นเจ็บป่วย เมื่อฟังธรรมจบแล้ว จึงกลับไปจัดการกับภรรยา เหมือนพราหมณ์จัดการกับนางพราหมณี ฝ่ายภรรยารู้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เปิดเผยความชั่วร้ายของตนเสียแล้ว จึงกลับตัวกลับใจเสียใหม่ ตั้งใจทำหน้าที่ของศรีภรรยาเหมือนเดิม

เราจะเห็นได้ว่า การประพฤตินอกใจไม่ดีเลย ทำให้ต้องผิดศีลข้อ ๓ ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องไปอบาย การใช้ชีวิตคู่ต้องอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้าไม่มีความรักความจริงใจต่อกันแล้ว การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันจะไปได้ไม่ตลอดรอดฝั่ง การหลอกลวงกันเพราะกิเลสบังตา ทำให้นอกใจคู่ครองของตัวเอง ซึ่งหลอกกันได้ไม่นาน เพราะความลับไม่มีในโลกสำหรับผู้ที่ทำความชั่ว ไม่ช้าสิ่งที่ปกปิดเอาไว้จะถูกเปิดเผย แล้วความร้าวฉานในครอบครัวจะบังเกิดขึ้น ดังนั้น การใช้ชีวิตคู่ ถ้าจะให้เป็นคู่สร้างคู่สม จะต้องมาสร้างบารมีด้วยกัน มีรสแห่งธรรมเสมอกัน คือ มีศรัทธาเสมอกัน มีศีลและทิฐิเสมอกัน ชีวิตคู่จึงจะราบรื่นและมีความสุข ได้เป็นคู่บุญคู่บารมีที่เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป

วันพุธที่ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๑

ขาดสัปปายะสมาธิไม่ก้าวหน้า

การปฏิบัติธรรม ทำใจให้หยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เป็นหัวใจของการมาเกิดในแต่ละภพแต่ละชาติ การสร้างบารมีของมนุษยชาติทั้งหลาย จุดมุ่งหมายสูงสุด คือ การได้เข้าถึงดินแดนอันเป็นบรมสุข คือ อายตนนิพพาน ซึ่งจะเข้าถึงได้ด้วยการทำใจหยุดใจนิ่ง หยุดในหยุดลงไปตรงกลางกาย กลางพระธรรมกายไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไปถึงสุดสายธรรม ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของนักสร้างบารมีทั้งหลาย กว่าจะเข้าถึงตรงนี้ได้ ต้องอาศัยบุญบารมีที่เต็มเปี่ยมบริบูรณ์ อาศัยความเพียรอันกลั่นกล้า มีความอดทน หมั่นประพฤติปฏิบัติธรรมโดยไม่ขาดเลยแม้แต่วันเดียว ดังนั้น ในภพชาตินี้ เพื่อเป็นการเพิ่มเติมบุญบารมีของเรา ให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมกันให้ดี

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในขุททกนิกาย คาถาธรรมบทว่า

“โย จ วสฺสสตํ ชีเว กุสีโต หีนวีริโย

เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย วิริยํ อารภโต ทฬฺหํ

ผู้เกียจคร้าน มีความเพียรย่อหย่อน ดำรงอยู่ตั้ง ๑๐๐ ปี ส่วนผู้มีความเพียร แม้มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว เป็นชีวิตที่ประเสริฐกว่ากันมากมายนัก”

การที่ใครสักคน จะลงมือประพฤติปฏิบัติธรรม ให้มีความเจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไปนั้น สถานที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเมื่อสถานที่เป็นสัปปายะเอื้อต่อการประพฤติปฏิบัติธรรม แม้ฝนจะตกแดดจะออกไม่ต้องกังวล หรือสัตว์เลื้อยคลานต่างๆ จะไม่มารบกวน เป็นสถานที่ที่มีความเหมาะสมที่จะนั่งปฏิบัติธรรมและย่อมจะส่งผล ทำให้มีความปลอดโปร่งเบาสบายตามไปด้วย เมื่อลงมือปฏิบัติธรรม จะช่วยทำให้ใจหยุดนิ่งได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และจะมีความเจริญรุดหน้าไปตามลำดับ จนกระทั่งเข้าถึงพระธรรมกายที่ชัดใสแจ่มอยู่ภายใน

ในทางตรงกันข้าม ถ้าสถานที่นั้นไม่เป็นสัปปายะ ยากที่จะให้ผลของการปฏิบัติธรรมมีความเจริญก้าวหน้า เพราะจิตใจจะมีแต่ความวิตกกังวล ใจจะเกาะเกี่ยวกับเรื่องภายนอก ทำให้ใจไม่สงบไม่หยุดไม่นิ่ง ดังเรื่องราวของพระภิกษุรูปหนึ่ง ที่จะยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างดังต่อไปนี้

*มก. ฆตาสนชาดก เล่ม ๕๖/๕๒๗

*ในครั้งพุทธกาล มีกุลบุตรท่านหนึ่ง เห็นโทษภัยในการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร เกิดความเบื่อหน่ายในเพศฆราวาส จึงตั้งใจออกบวชประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง ท่านอาอาศัยอยู่ที่วัดพระเชตวันมหาวิหาร และได้ศึกษาเล่าเรียนวิธีการประพฤติปฏิบัติธรรมและหัวข้อการกำหนดกรรมฐานจากพระอาจารย์จนมีความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง และเกิดความคิดที่จะหลีกเร้นออกจากหมู่คณะ เพื่อไปเสาะแสวงหาสถานที่อันเงียบสงบ เหมาะสมสำหรับการประพฤติปฏิบัติธรรม เพื่อจะได้มีเวลาปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่ การปฏิบัติธรรมได้เจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป ให้สมกับที่ได้ตั้งใจสละความสะดวกสบายในทางโลกออกบวช

วันหนึ่ง ใกล้ช่วงเข้าพรรษา พระภิกษุรูปนี้ ขอลาพระอาจารย์แล้วเดินทางไปที่หมู่บ้านชายแดนแห่งหนึ่ง ท่านได้เข้าไปจำพรรษาที่บรรณศาลาหลังหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ภายในป่าอันน่ารื่นรมย์ แต่อยู่จำพรรษาได้ไม่กี่วัน ขณะที่ท่านบิณฑบาตโปรดญาติโยมในหมู่บ้านอยู่นั้น บรรณศาลาที่ท่านพักอาศัยปฏิบัติธรรมเกิดไฟลุกไหม้ เมื่อท่านกลับจากบิณฑบาตเห็นแล้ว จึงรีบไปบอกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้โยมอุปัฏฐากฟัง ญาติโยมรับปากว่า “เมื่อพวกผมว่างกันเมื่อไร จะพากันไปช่วยสร้างกุฏิหลังใหม่ให้ ขอพระคุณเจ้าโปรดรอให้พวกผมไถนาหว่านข้าวกันเสร็จเรียบร้อยก่อนเถิด”

เมื่อไม่มีที่พักอาศัยในการอยู่ประพฤติปฏิบัติธรรม ท่านต้องอยู่ด้วยความยากลำบาก ต้องตากแดดตากฝน จิตใจว้าวุ่นไม่เป็นอันปฏิบัติธรรม ส่งผลให้การปฏิบัติธรรมของท่าน ไม่มีความเจริญก้าวหน้า เวลาได้ล่วงเลยไปจนกระทั่งออกพรรษา แต่ยังไม่มีวี่แววว่าพวกโยมอุปัฏฐากจะพากันมาช่วยสร้างกุฏิหลังใหม่ให้ ในที่สุด ท่านจึงตัดสินใจเดินทางกลับวัดพระเชตวันมหาวิหาร เข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดา ถวายบังคมแล้วนั่งอยู่ในที่อันเหมาะสม

เมื่อพระบรมศาสดาทอดพระเนตรเห็นพระภิกษุ ได้ตรัสถามว่า “ดูก่อนภิกษุ สมณธรรมของเธอมีความเจริญก้าวหน้าดีหรือ” ท่านกราบทูลว่า “จิตใจของข้าพระองค์ไม่เป็นอันบำเพ็ญสมณธรรมเลย เริ่มตั้งแต่เข้าไปพักอาศัยในบรรณศาลาเพื่ออยู่จำพรรษาได้ไม่กี่วัน บรรณศาลาถูกไฟเผาผลาญจนหมดสิ้น” พระบรมศาสดาสดับแล้วจึงตรัสสอนว่า “ภิกษุ แม้สัตว์เดรัจฉานในกาลก่อน เมื่อรู้ว่าที่พักอาศัยไม่มีความปลอดภัย ไม่เป็นสัปปายะแล้ว จะรีบพากันไปหาที่อยู่ใหม่ แต่นี่เธอทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่มีที่พักอาศัยที่เหมาะสมต่อการปฏิบัติธรรม ทำไมไม่ย้ายไปอยู่ที่อื่นเล่า” พอท่านได้ฟังเช่นนั้น จึงอยากจะรู้เรื่องราวในอดีตทั้งหมด อาราธนาให้พระบรมศาสดาตรัสเล่าให้ฟัง พระบรมศาสดาทรงมีพระเมตตา ได้ตรัสเล่าว่า

ในอดีตกาล ครั้งที่พระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในเมืองพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้บังเกิดเป็นพญานก ครั้นเจริญวัยแล้ว ก็ได้เป็นหัวหน้าฝูงนก เพราะมีความสวยงามกว่านกตัวอื่นๆ ทั้งหมด อาศัยอยู่ที่ต้นไม้ใหญ่ติดกับสระน้ำแห่งหนึ่ง ซึ่งต้นไม้นี้มีกิ่งก้านและคาคบที่สมบูรณ์แข็งแรง มีใบหนาทึบ แต่มีกิ่งอยู่กิ่งหนึ่งที่ยื่นออกไปอยู่เหนือสระน้ำ เมื่อนกทั้งหลายออกหาอาหารกินจนอิ่มหนำสำราญแล้ว ก็จะบินมาจับที่กิ่งไม้กิ่งนี้ แล้วถ่ายคูถลงไปในสระน้ำอยู่เป็นประจำ

ในสระน้ำแห่งนี้ มีพญานาคตนหนึ่งอาศัยอยู่ ได้เห็นพวกนกชอบบินมาจับที่กิ่งไม้แล้วถ่ายคูถลงไปในสระ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของตนเป็นประจำ จึงโกรธและคิดจะทำลายต้นไม้นี้ให้พินาศด้วยฤทธิ์ของตน ฉะนั้น ในกลางดึกคืนหนึ่ง ขณะที่พวกนกกำลังนอนหลับพักผ่อนอยู่ พญานาคจึงใช้อิทธิฤทธิ์ทำให้น้ำในสระเดือดพล่าน เหมือนยกเอาสระขึ้นไปตั้งไว้บนเตาไฟ จากนั้นก็ใช้ฤทธิ์ทำให้เกิดควันไฟและเปลวไฟพวยพุ่งขึ้นไปสูงชั่วลำตาล

พญานกโพธิสัตว์และนกทั้งหลายเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงตกใจพากันแตกตื่น แต่พญานกโพธิสัตว์กลับมีสติตลอดเวลา ได้พูดให้ข้อคิดแก่บริวารว่า “ปกติไฟที่ไหม้ลุกลามนั้น คนเขาจะใช้น้ำดับไฟ แต่นี่มันเป็นเหตุการณ์ที่แปลกประหลาด ไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน เพราะน้ำกลับลุกเป็นไฟพวยพุ่งขึ้นเสียเอง สถานที่แห่งนี้จึงไม่ปลอดภัยสำหรับพวกเราเสียแล้ว” พญานกโพธิสัตว์จึงพานกบริวารที่เชื่อฟังคำแนะนำของตน รีบบินหนีไปหาที่อยู่ใหม่ ส่วนนกที่ไม่เชื่อฟังยังอยากจะอยู่ที่ต้นไม้นั้นต่อ จึงพากันเกาะอยู่ที่กิ่งไม้เหมือนเดิม ทำให้ถูกเปลวไฟคลอกตายกันหมดอย่างน่าอเนจอนาถ

เราจะเห็นได้ว่า สถานที่อยู่อาศัย หรือสถานที่สำหรับประพฤติปฏิบัติธรรมที่เหมาะสมและเป็นสัปปายะ มีความสำคัญอย่างยิ่ง จะมีผลทำให้สมาธิมีความเจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป เริ่มตั้งแต่ต้องรู้จักหลักวิธีปฏิบัติเบื้องต้น คือ อาหารที่บริโภคหาได้สะดวก สถานที่ประพฤติปฏิบัติธรรมร่มรื่นสะดวกสบาย มีความสงบเงียบเหมาะสำหรับการนั่งปฏิบัติธรรม เมื่อสถานที่ภายนอกมีความสะดวกแล้ว จิตใจภายในจะมีความปลอดโปร่งเบาสบาย และจะเป็นเหตุให้ผลของการปฏิบัติธรรม มีความเจริญก้าวหน้าไปตามลำดับ

เมื่อผลการประพฤติปฏิบัติธรรมดี จะซาบซึ้งในคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า ธรรมะเป็นอกาลิโก คือ ไม่ประกอบด้วยกาลเวลา เมื่อประพฤติปฏิบัติทำใจหยุดนิ่งเข้าถึงธรรมะภายในได้เมื่อไร เราจะได้เข้าถึงความสุขความสมหวังเมื่อนั้น แล้วเราจะมีความศรัทธามั่นคงในพระรัตนตรัย ทำให้ไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต จะตั้งใจสั่งสมบุญกุศลให้ยิ่งๆ ขึ้นไป และความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตจะบังเกิดกับเราทั้งในภพนี้และในภพชาติต่อๆ ไป จนกระทั่งถึงภพชาติสุดท้าย

วันพฤหัสบดีที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

กลับตัวกลับใจใหม่

ในมงคลชีวิต ๓๘ ประการ มงคลข้อแรก การไม่คบคนพาล และมงคลข้อที่สอง การเลือกคบแต่บัณฑิต มงคลชีวิตทั้งสองข้อนี้ เป็นหลักสำคัญในการฝึกฝนอบรมตนเองให้ประสบความสำเร็จในชีวิต เพราะถ้าปฏิบัติตามหลักธรรมสองข้อเบื้องต้นนี้ไม่ได้ การที่เราจะประสบความสำเร็จในชีวิต ทั้งทางโลกและทางธรรม จะเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก เหมือนกับการเดินขึ้นบันได เราจะต้องก้าวผ่านขั้นแรกๆ ให้ได้เสียก่อน จึงจะสามารถก้าวเดินต่อไปได้อย่างมั่นคง คนเราก็เช่นเดียวกัน จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้ ต้องรู้จักเลือกคบคนให้ดี ถ้าคบกับบัณฑิตนักปราชญ์ เราจะพลอยเปรื่องปราชญ์ตามไปด้วย แต่ถ้าคบหากับคนพาล อัปมงคลทั้งหลายจะหลั่งไหลมาสู่ตัวเราได้ เพราะฉะนั้น ผู้ที่หวังความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต จะต้องไม่มองข้ามสิ่งเหล่านี้ เพราะนั่นหมายถึง ความเจริญก้าวหน้าหรือตกต่ำในชีวิตของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเดินทางไกลไปสู่อายตนนิพพาน เราจะต้องอยู่ใกล้ชิดกับบัณฑิตนักปราชญ์ ใกล้ชิดกับพระรัตนตรัย และต้องมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ระลึกอย่างเดียวเท่านั้น ชีวิตของเราจะได้สมหวังดังใจปรารถนาในการเข้าถึงพระรัตนตรัยภายในกันทุกๆ คน

มีวาทธรรมซึ่งปรากฏในโสมมิตตเถรคาถา ความว่า

“เต่าตาบอด เกาะกิ่งไม้เล็กๆ ย่อมจมลงไปในห้วงน้ำใหญ่ ฉันใด กุลบุตรอาศัยคนเกียจคร้านดำรงชีพอยู่ ย่อมจมลงในสังสารวัฏ ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น บุคคลพึงเว้นคนเกียจคร้าน ผู้มีความเพียรเลวทรามเสีย ควรอยู่กับบัณฑิตทั้งหลาย ผู้สงัด เป็นอริยะ มีใจเด็ดเดี่ยว บำเพ็ญฌาน มีความเพียรอันปรารภแล้วอยู่เป็นนิตย์”

จากเถรคาถาบทนี้ ชี้ให้เราเห็นว่าสภาวะแวดล้อมมีความเกี่ยวเนื่องถึงกันหมด ท่านพูดเปรียบเทียบด้วยการพูดถึงเต่าตาบอดที่อยากจะแหวกว่ายอยู่เหนือพื้นน้ำ แต่มองไม่เห็น จึงไปเกาะอาศัยกิ่งไม้เล็กๆ แต่ไม่อาจที่จะลอยตัวอยู่ได้ เพราะการที่จะลอยตัวอยู่ได้ ต้องอาศัยเกาะกิ่งไม้ใหญ่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยว คนเราก็เช่นกัน จะต้องคบหาคนดี มีศีลมีธรรม มีปัญญาและความเพียรจึงจะสามารถเอาดีได้ เพราะเราคบคนเช่นไร เราเองจะเป็นคนเช่นนั้น คบคนเกียจคร้านก็จะเป็นคนเกียจคร้าน คบคนขยันก็จะเป็นคนขยัน ฉะนั้น หากเราปรารถนาความเจริญรุ่งเรืองให้กับตนเอง จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเลือกคบแต่บัณฑิตนักปราชญ์ เพราะการคบมิตรไม่ได้เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของชีวิต แต่เป็นทั้งหมดของชีวิตทีเดียว กัลยาณมิตรถือว่าเป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์ ที่จะทำให้ชีวิตมีแต่ความเจริญก้าวหน้าฝ่ายเดียว ดังนั้น การคบคนหรือเลือกคบเพื่อนจึงมีความสำคัญมากทีเดียว

ดังตัวอย่างของพระวิมลเถระ ซึ่งเป็นพระที่กล้าแก้ไขปรับปรุงตนเอง เมื่อท่านพิจารณาเห็นว่าคนที่ตนกำลังคบหาด้วย จะทำให้ท่านสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตให้สูงขึ้นได้ ท่านได้ปฏิบัติตามคำแนะนำด้วยนอบน้อมปราศจากทิฐิมานะ เรื่องราวมีอยู่ว่า

*มก. โสมมิตตเถรคาถา เล่ม ๕๑/๖๓

*ในอดีตกาล อุบาสกคนหนึ่งชื่อโสมมิตตะ เป็นผู้มีบุญญาธิการอันกระทำไว้ดีแล้วในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ หลายพระองค์ และในชาติหนึ่งท่านได้สั่งสมบุญเป็นพิเศษและเป็นที่ประทับใจไม่รู้ลืม คือ ท่านได้เกิดในตระกูลฐานะดีตระกูลหนึ่ง ในยุคของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสิขี ครั้งหนึ่ง ท่านได้สดับรับฟังพระพุทธคุณ ที่พรรณนาถึงพระปัญญาธิคุณ พระมหากรุณาธิคุณ และพระบริสุทธิคุณ ที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย จึงเกิดจิตเลื่อมใสในพระพุทธองค์เป็นอย่างมาก

วันหนึ่ง ด้วยใจของท่านที่ตรึกระลึกนึกถึงพระพุทธคุณ จนเกิดความปีติแผ่ซ่านอยู่เป็นประจำ ทำให้รู้สึกอิ่มอกอิ่มใจอยู่เสมอ เมื่อท่านเห็นต้นทองกวาวที่มีดอกบานสะพรั่ง จึงเก็บดอกทองกาวมาแล้วโยนขึ้นไปในอากาศ เพื่อบูชาแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยบุญแห่งความเลื่อมใสนั้น ได้ส่งผลให้ท่านได้ท่องเที่ยวอยู่แต่ในสุคติภูมิ คือ เวียนว่ายตายเกิดอยู่แต่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย โดยไม่พลัดไปเกิดในทุคติเลย

ครั้นมาถึงในสมัยพุทธกาล บุญได้นำพาท่านให้มาเกิดในตระกูลของพราหมณ์ ณ เมืองพาราณสี มีชื่อว่าโสมมิตตะ เมื่อเติบโตขึ้น เรียนจนจบไตรเพทแล้ว ก็มีความคุ้นเคยกับพระวิมลเถระ คราวใดที่สะดวก จะไปฟังธรรมกับพระเถระอยู่เสมอๆ ยิ่งได้ฟังธรรม ก็ยิ่งมีความเลื่อมใสศรัทธาในพระศาสนาเพิ่มมากขึ้นทุกวัน จนกระทั่งในที่สุดได้ตัดสินใจออกบวช และได้ฝากตัวเป็นลูกศิษย์กับพระเถระ

แต่เนื่องจากพระวิมลเถระไม่ค่อยเอาใจใส่ในการประพฤติปฏิบัติธรรมเท่าที่ควร ในแต่ละวันหลังจากฉันเสร็จ ท่านจะหนักไปในการจำวัดพักผ่อน ได้ปล่อยวันเวลาให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ เมื่อนานวันเข้า พระโสมมิตตะเห็นว่าการที่ท่านอยู่ใกล้พระเถระ อาจจะเป็นเหตุให้ตนติดนิสัยอย่างนั้นไปด้วย จึงหาเหตุผลบอกพระเถระว่าต้องการจะไปทำความเพียรที่อื่น เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว ก็ไปฝากตัวเป็นศิษย์ของพระมหากัสสปเถระ ได้ยึดเอาพระมหากัสสปเถระเป็นต้นบุญต้นแบบในการฝึกฝนตนเอง ตั้งตนอยู่ในโอวาทของพระเถระ และเริ่มเจริญกัมมัฏฐานบำเพ็ญเพียรภาวนา ต่อมาไม่นาน ก็ได้บรรลุพระอรหัตผล

เมื่อได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็กล่าวคติธรรมว่า

“เราเห็นต้นทองกวาวมีดอกบาน จึงประคองอัญชลีนึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด แล้วนำดอกทองกวาวโยนขึ้นบูชาในอากาศ ด้วยกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตจำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้วได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ภพทั้งปวงเราถอนขึ้นแล้ว เปรียบเหมือนช้างตัวประเสริฐ ตัดบ่วงได้เด็ดขาดแล้ว เป็นผู้ปราศจากกิเลสอาสวะ การมาในสำนักแห่งพระพุทธเจ้าของเรา เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้ว คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเรากระทำสำเร็จแล้ว”

หลังจากบำเพ็ญสมณธรรมอยู่กับพระมหากัสสปเถระได้ระยะหนึ่ง ท่านก็นึกถึงพระอาจารย์เก่า คือ พระวิมลเถระ ด้วยความเมตตาเกรงว่าการบวชของพระอาจารย์จะเป็นโมฆะ จึงได้ออกเดินทางไปเยี่ยมเยียนเพื่อทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรให้ เมื่อไปถึง ได้พูดเป็นคติธรรมให้พระอาจารย์ได้สติว่า “เต่าตาบอด เกาะกิ่งไม้เล็กๆ ย่อมจมลงไปในห้วงน้ำใหญ่ ฉันใด กุลบุตรอาศัยคนเกียจคร้าน ย่อมจมลงในสังสารวัฏ ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น บุคคลพึงเว้นคนเกียจคร้านผู้ไม่ปรารภความเพียรเสีย ควรอยู่กับบัณฑิตทั้งหลาย ผู้สงัด เป็นอริยะ มีใจกล้าหาญเด็ดเดี่ยว บำเพ็ญฌาน และปรารภความเพียรอยู่เป็นนิตย์”

เมื่อพระวิมละได้ฟังคติธรรมนั้นแล้ว ก็เกิดความสลดสังเวชใจในข้อวัตรปฏิบัติของตน และเริ่มตั้งใจลงมือปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง ไม่นานนัก ก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์

เราจะเห็นได้ว่า การจะได้บรรลุเป้าหมายอันสูงสุดของชีวิต นอกจากต้องอาศัยบุญเก่าที่สั่งสมมาอย่างดีแล้ว เรายังจะต้องรู้จักการเลือกคบคนด้วย เพราะบุคคลคบคนเช่นไร จะเป็นคนเช่นนั้น เนื่องจากชนทุกเชื้อชาติทุกศาสนา ต่างมีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนกันไป เราต้องรู้จักใช้วิจารณญาณในการเลือกคบคน ถ้าไม่เลือกให้ดี ชีวิตอาจหมดโอกาสที่จะได้บรรลุมรรคผลนิพพานในภพชาติปัจจุบัน ดังนั้น เมื่อเราสั่งสมบุญอะไร ก็อย่าลืมที่จะอธิษฐานให้ห่างไกลจากคนภัยคนพาล ให้ได้คบแต่บัณฑิตนักปราชญ์ทั้งหลาย ท่านจะได้คอยชี้แนะให้เราพบกับบัณฑิตภายใน คือ ได้เข้าถึงพระธรรมกาย ซึ่งท่านเป็นผู้รู้แจ้งที่แท้จริง ถ้าทำได้อย่างนี้ นอกจากเราจะสามารถมีที่พึ่งอันประเสริฐ คือ พระรัตนตรัยภายในแล้ว ยังจะสามารถเป็นกัลยาณมิตรที่ดีให้กับชาวโลกได้

วันเสาร์ที่ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

ขาดปัญญาปัญหาเกิด

ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในระหว่างการสร้างบารมี เป็นเครื่องวัดกำลังใจและความมุ่งมั่นของเรา บางปัญหาแก้ไขได้ทันที บางปัญหาต้องรอคอยการแก้ไข เพราะปัญหาทุกๆ ปัญหามีไว้ให้แก้ ไม่ได้มีไว้ให้กลุ้ม ถ้าใช้ปัญญาปัญหาจะหมดไป ถ้าใจสงบจะพบทางออกและช่องทางแห่งความสำเร็จ เพราะใจที่สงบย่อมเกิดปัญญาแจ่มใส เป็นปัญญาความรอบรู้อันบริสุทธิ์ ที่จะทำให้ตัวเราและชาวโลก หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะไปสู่อายตนนิพพาน การหมั่นฝึกฝนใจให้สงบหยุดนิ่งอยู่ภายใน ทำให้เราเกิดปัญญาที่จะพิชิตปัญหา เราจะเข้าใจทุกๆ ปัญหาที่เกิดขึ้น และรู้วิธีแก้ไข รวมไปถึงรู้ต้นแหล่งที่มาของปัญหา พร้อมกับรู้วิธีกำจัดปัญหาให้หมดไป ดังนั้น การเจริญภาวนา จึงเป็นกรณียกิจที่สำคัญที่เราจะขาดไม่ได้

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในขุททกนิกาย ชาดก ความว่า

“นยํ นยติ เมธาวี อธุรายํ น ยุญฺชติ

สุนโย เสยฺยโส โหติ สมฺมา วุตฺโต น กุปฺปติ

วินยํ โส ปชานาติ สาธุ เตน สมาคโม

นักปราชญ์ย่อมแนะนำสิ่งที่ควรแนะนำ ย่อมไม่ชักชวนในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระ การแนะนำดี เป็นความดีของนักปราชญ์ นักปราชญ์นั้น เมื่อผู้อื่นกล่าวไม่ชอบก็ไม่โกรธ ย่อมรู้จักวินัย การคบหาสมาคมกับนักปราชญ์เป็นความดี”

มนุษย์ทั้งหลายในโลกนี้ ล้วนเกิดมาพร้อมกับความไม่รู้ จะมีบ้างก็ผู้ที่ได้สั่งสมบุญบารมีมาอย่างดีแล้ว ถึงจะรู้หลักในการดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้อง แต่คนส่วนมากมักไม่รู้จักหลักในการดำเนินชีวิต ไม่รู้ว่าสิ่งไหนควร สิ่งไหนไม่ควร สิ่งไหนถูก สิ่งไหนผิด เมื่อไม่ได้ศึกษาหาความรู้ และขาดการคบหากับบัณฑิตนักปราชญ์ ชีวิตจึงหลงทาง ทำให้คิดผิด พูดผิด และก็ทำผิดตามมา ทำให้ดำเนินชีวิตผิดพลาด เมื่อขาดปัญญาในการดำเนินชีวิต ปัญหาจึงตามมา ดังเรื่องของพราหมณ์คนหนึ่ง ที่จะยกมาเป็นตัวอย่างนี้

*มก. มังคลชาดก เล่ม ๕๙/๓๐๓

*ครั้งพุทธกาล มีพราหมณ์คนหนึ่งเป็นชาวเมืองราชคฤห์ มีฐานะร่ำรวย มีโภคทรัพย์มาก แต่พราหมณ์คนนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิไม่ศรัทธาเลื่อมใสในพระรัตนตรัย และเป็นคนเชื่อเรื่องโชคลาง วันหนึ่ง ขณะที่พราหมณ์จะไปอาบน้ำ ได้สั่งให้คนรับใช้ไปเอาผ้าสาฎก ๒ ผืน ในหีบที่ตนเก็บเอาไว้ พอคนใช้ไปเปิดหีบเห็นผ้าสาฎกถูกหนูกัด จึงรีบบอกให้พราหมณ์ทราบ

พราหมณ์ตกใจมาก คิดเลยเถิดไปถึงว่า จะต้องเกิดเหตุการณ์ร้ายขึ้นที่บ้านเป็นแน่ เพราะผ้านี้เป็นอัปมงคลเช่นกับตัวกาฬกิณีที่อยู่ภายในบ้าน และผ้านี้จะมอบให้กับบุตรธิดาหรือทาสกรรมกรนำไปใช้ต่อไม่ได้อย่างเด็ดขาด อาจจะเกิดหายนะขึ้น ทางที่ดีจะต้องรีบนำไปทิ้งที่ป่าช้าเป็นการด่วน

พราหมณ์จึงรีบเรียกบุตรชายเข้ามาหา แล้วอธิบายว่า “ผ้านี้เป็นอัปมงคล พ่อไม่ต้องการให้คนอื่นนำไปทิ้งเพราะไม่ไว้ใจ ลูกจงนำผ้าสาฎกนี้ไปทิ้งที่ป่าช้า เวลาลูกเอาไป อย่าใช้มือจับผ้านะ ให้เอาไม้เกี่ยวไป เมื่อทิ้งเสร็จให้รีบอาบน้ำล้างมือให้เรียบร้อย แล้วค่อยกลับเข้ามาภายในบ้าน”

วันนั้นในเวลาใกล้รุ่ง พระบรมศาสดาทรงตรวจดูเหล่าเวไนยสัตว์ที่พระองค์จะเสด็จไปโปรด ทรงเห็นพราหมณ์สองพ่อลูกมีบุญบารมีเพียงพอที่จะบรรลุโสดาปัตติผล พระพุทธองค์จึงเสด็จไปประทับยืนรออยู่ที่ประตูทางเข้าป่าช้า ทรงเปล่งพระฉัพพรรณรังสี เมื่อบุตรของพราหมณ์มาถึง จึงตรัสถามว่า “มาณพ เธอมาทำอะไรที่นี่” บุตรของพราหมณ์ทูลว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์นำผ้าสาฎกสองผืนที่ถูกหนูกัดมาทิ้ง พระเจ้าข้า” พระบรมศาสดาจึงตรัสว่า “ถ้าอย่างนั้น จงทิ้งเถิด” หลังจากพราหมณ์ทิ้งผ้าแล้ว พระบรมศาสดาก็ตรัสว่า “เมื่อเธอทิ้งผ้าแล้ว ผ้าสาฎกก็สมควรแก่ตถาคต” แล้วพระพุทธองค์จึงทรงหยิบผ้าสาฎกนั้นขึ้นมาต่อหน้าบุตรของพราหมณ์ ทั้งๆ ที่พราหมณ์หนุ่มกราบทูลห้ามว่า “ผ้านี้เป็นผ้าอัปมงคล ขอพระองค์อย่าทรงจับเลย พระเจ้าข้า” แต่พระบรมศาสดายังทรงถือผ้าสาฎกเสด็จกลับวัดพระเวฬุวัน

เมื่อห้ามพระพุทธองค์ไม่ได้ จึงรีบกลับบ้านไปบอกพ่อทันที พราหมณ์คิดว่า “ถ้าพระสมณโคดมใช้สอยผ้านั้น ต้องถึงความย่อยยับ แม้พระวิหารจะพังพินาศหมดสิ้น แล้วครอบครัวของเราจะหนีไม่พ้น ต้องถูกชาวบ้านชาวเมืองติเตียน ทางที่ดีเราต้องรีบนำผ้าสาฎกที่ปราศจากมลทิน ไปถวายเปลี่ยนแทนผ้าสาฎกสองผืนนั้น”

คิดแล้วไม่รอช้า สองพ่อลูกรีบไปที่วัดพระเวฬุวัน เข้าไปถวายบังคมพระบรมศาสดา ยืนอยู่ ณ ที่อันเหมาะสม จากนั้นจึงกราบทูลว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระองค์ทรงหยิบผ้าสาฎกที่ป่าช้ามาจริงหรือ พระเจ้าข้า” พระบรมศาสดาตรัสตอบว่า “เราหยิบมาจริง” พราหมณ์จึงกราบทูลว่า “ผ้าสองผืนนั้น เป็นผ้าอัปมงคล พระองค์อย่าใช้ผ้านั้นเลย ถ้าใช้ไปพระองค์จะต้องถึงความย่อยยับเป็นแน่ แม้แต่พระวิหารทั้งหมดนี้ จะถึงความพินาศย่อยยับตามไปด้วย ขอพระองค์โปรดทรงรับผ้าสาฎกผืนใหม่ที่ข้าพระองค์เตรียมมาถวายเถิด พระเจ้าข้า”

พระบรมศาสดาจึงตรัสกับพราหมณ์ว่า “พวกเราได้ชื่อว่าเป็นบรรพชิต ผ้าเก่าๆ ที่ใครทิ้งแล้ว หรือตกอยู่ที่ป่าช้าผีดิบ ที่ท้องถนน ที่กองหยากเยื่อ ที่ท่าอาบน้ำ ที่ถนนหนทาง ผ้าเหล่านี้สมควรกับพวกเราทั้งนั้น แต่ตัวท่านมีความเข้าใจผิด มีความเชื่อที่ยังไม่ถูกต้องอย่างนี้ ไม่ใช่เฉพาะในชาตินี้เท่านั้น แม้ชาติที่ผ่านมาก็มีความเชื่ออย่างนี้มาก่อน” แล้วพระพุทธองค์จึงทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสเล่าให้ฟังว่า

ในอดีตกาล ครั้งที่พระเจ้ามคธราช ครองราชสมบัติโดยธรรมอยู่ที่กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ครั้นเจริญวัยแล้ว จึงออกบวชเป็นฤๅษีอยู่ที่ป่าหิมพานต์ ตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรมจนกระทั่งสำเร็จอภิญญาสมาบัติ วันหนึ่งได้ออกจากป่าหิมพานต์มาอยู่ที่พระราชอุทยานในกรุงราชคฤห์ วันที่สองได้ออกบิณฑบาตตามท้องถนนในพระนคร พระราชาทอดพระเนตรเห็น จึงรับสั่งให้คนไปนิมนต์เข้ามานั่งที่ปราสาท ทรงอาราธนาพระโพธิสัตว์ให้พักอาศัยอยู่ที่อุทยานตลอดไป เมื่อพระโพธิสัตว์ฉันอาหารเสร็จได้กลับไปพักที่อุทยานตามเดิม

ในกรุงราชคฤห์นี้ มีพราหมณ์คนหนึ่งชื่อว่าทุสสลักขณะ เป็นผู้มีความรู้เกี่ยวกับลักษณะของผ้าเป็นอย่างดี และได้เก็บผ้าสาฎกสองผืนเอาไว้ในหีบแต่ถูกหนูกัด จึงได้ให้ลูกชายนำไปทิ้งที่ป่าช้า พระโพธิสัตว์ซึ่งได้ไปหาผ้าอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเห็นมาณพนำผ้าสาฎกมาทิ้ง จึงเดินไปหยิบขึ้นมา มาณพเห็นแล้วกลับไปบอกพ่อ พราหมณ์จึงรีบเดินทางไปที่อุทยาน แล้วกล่าวห้ามพระโพธิสัตว์ว่า “อย่าใช้ผ้าสาฎกสองผืนที่หนูกัดแล้วเลย เพราะกลัวว่าหายนะจะเกิดขึ้น”

พระโพธิสัตว์จึงแสดงธรรมให้กับพราหมณ์ฟังว่า “ผ้าเก่าๆ ที่เขาทิ้งไว้ที่ป่าช้า สมควรกับพวกเรา พวกเรามิใช่พวกที่เชื่อเรื่องโชคลางหรือถือมงคลตื่นข่าว การถือมงคลตื่นข่าว พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่สรรเสริญ บัณฑิตที่แท้จริง เขาไม่ถือมงคลตื่นข่าวหรอกพราหมณ์” พราหมณ์ฟังแล้วจึงเข้าใจ และยอมเลิกถือความเชื่อเก่าๆ ที่ตนได้รับมาจากบรรพบุรุษ

เมื่อพระบรมศาสดาตรัสเล่าเรื่องในอดีตชาติจบ จึงแสดงพระธรรมเทศนาว่า “ผู้ใดที่ไม่ถือมงคลตื่นข่าว ไม่ถืออุกกาบาต ไม่ถือความฝัน ไม่ถือลักษณะดีหรือชั่ว ผู้นั้นชื่อว่าล่วงพ้นโทษแห่งการถือมงคลตื่นข่าว ครอบงำกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพ อันเป็นประดุจคูกั้นน้ำ ย่อมไม่กลับมาเกิดอีก” พราหมณ์สองพ่อลูกฟังธรรมแล้ว มีดวงตาเห็นธรรม ได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน

เราจะเห็นได้ว่า คนเราถ้าเชื่อถือผิดๆ โดยขาดปัญญา จะทำให้เกิดความสูญเสียในสิ่งที่ไม่ควรเสีย มิหนำซ้ำ ยังจะทำให้ชีวิตดำเนินไปในทิศทางที่ผิดพลาด เพราะมีความเห็นผิดเป็นพื้นฐาน วินิจฉัยจึงผิดพลาด ทำให้ชีวิตดำรงอยู่ด้วยความมืดมน ดังนั้น เราจึงควรที่จะศึกษาเรื่องราวความเป็นจริงของชีวิต ควรคบหาบัณฑิตนักปราชญ์ เพื่อที่เราจะได้ดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้อง

วันจันทร์ที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

มาเกิดทั้งที ทำความดีให้ถึงพร้อม

สรรพสัตว์ทั้งหลายที่เกิดมาแล้ว ล้วนผจญกับความทุกข์ทั้งนั้น เราทุกคนควรพิจารณาให้เห็นว่า เรากำลังเผชิญกับความทุกข์ในหลายรูปแบบ เพื่อจะได้เกิดแรงบันดาลใจ อยากจะหลุดพ้นจากทุกข์ อันที่จริงแล้ว เหตุแห่งความทุกข์ทั้งมวลมาจากความทะยานอยาก ตั้งแต่อยากในกาม อยากในภพ ในอรูปภพ ความอยากที่ระคนไปด้วยความเพลินอยู่ในโลก เป็นความอยากที่ไม่มีที่สิ้นสุด ความอยากเหล่านี้มีปัญหาอยู่ในตัว เมื่อได้มาแล้วต้องตามแก้ปัญหา เพราะฉะนั้น วิธีที่จะดับทุกข์ได้จะต้องหยุด คือ ทำใจให้หยุดอยู่ภายใน ใจหยุดสนิทอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ กระทั่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระธรรมกาย ถ้าหยุดได้อย่างนี้ บาปอกุศลทั้งหลายจะเข้าแทรกไม่ได้ จะมีแต่กุศลธรรมล้วนๆ มีความสุขล้วนๆ ใจหยุดอย่างนี้ คือ เป้าหมายของมวลมนุษยชาติทั้งหลาย ที่จะดำเนินไปในหนทางของพระอริยเจ้า ซึ่งจุดเริ่มต้นบังเกิดขึ้นที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เป็นดวงใสสว่าง เรียกว่า ดวงปฐมมรรค ต้นทางที่จะนำไปสู่อายตนนิพพาน ดังนั้น วันเวลาที่ผ่านไปควรให้ความสำคัญกับการฝึกทำใจหยุดใจนิ่ง

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในปุญญวิปากสูตร ความว่า

“มา ภิกฺขเว ปุญฺญานํ ภายิตฺถ สุขสฺเสตํ ภิกฺขเว อธิวจนํ ยทิทํ ปุญฺญานนฺติ อภิชานามิ โข ปนาหํ ภิกฺขเว ทีฆรตฺตํ อิฏฺฐํ กนฺตํ มนาปํ วิปากํ ปจฺจนุภูตํ

ดูก่อนท่านผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร ท่านทั้งหลายอย่ากลัวต่อบุญเลย เพราะคำว่าบุญนี้เป็นชื่อของความสุข ดูก่อนท่านผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร เราย่อมรู้ชัดผลแห่งบุญอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ที่เราเสวยแล้วตลอดกาลนาน”

บุญเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขและความสำเร็จในชีวิต พระพุทธองค์ทรงรู้แจ้งโลกทั้งปวง ทรงเห็นชัดด้วยญาณทัสนะอันบริสุทธิ์ถึงอานุภาพแห่งบุญ ทรงเห็นอดีตมนุษย์ผู้ทำบาป ต้องไปเสวยทุกข์ในมหานรก และทวยเทพที่กำลังเสวยทิพยสมบัติอยู่ในสุคติโลกสวรรค์ เพราะสร้างบุญมาดี นิพพาน ภพสาม โลกันต์เป็นอย่างไร พระพุทธองค์ทรงเห็นแจ้งแทงตลอดหมด จึงทรงสรุปให้เหล่าพุทธบริษัทได้ทราบว่า “ปุญฺญานิ ปรโลกสฺมึ ปติฏฺฐา โหนฺติ ปาณินํ บุญเท่านั้นเป็นที่พึ่งของสรรพสัตว์ในปรโลก”

บรรพบุรุษของเราได้เห็นคุณค่าของบุญ จึงดำเนินชีวิตตามหลักของพระพุทธศาสนา มีการทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนากันมาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ประเทศชาติมีแต่ความสงบสุข มีความอุดมสมบูรณ์ตลอดมา แต่ในปัจจุบันเราให้ความสำคัญด้านเทคโนโลยีกันมาก มุ่งพัฒนาทางด้านวัตถุ จนลืมพัฒนาจิตใจ ทำให้คนส่วนใหญ่ประมาทในการสั่งสมบุญ ซึ่งจะเป็นเสบียงที่สำคัญในการเดินทางไกลไปสู่ปรโลก บางคนมีความเข้าใจไม่ถูกต้อง คิดว่าบุญบาปไม่มี เพราะเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น จึงไม่เชื่อในเรื่องทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว แต่ผู้รู้ทั้งหลายท่านได้พิสูจน์แล้วว่าบุญบาปมีจริง ทำดีได้ดีจริง ทำชั่วได้ชั่วจริง เพราะไปรู้ไปเห็นได้ด้วยธรรมจักขุและญาณทัสนะที่ละเอียดลึกซึ้ง เกินกว่าวิสัยของปุถุชนจะคิดเองได้ เป็นสิ่งที่ไม่ควรคิด เรียกว่า เป็นอจินไตย ดังที่พระพุทธองค์ตรัสเอาไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อจินไตย ๔ อย่างนี้ ไม่ควรคิด ผู้ใดคิด ผู้นั้นพึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า จะได้รับความลำบากเปล่า”

อจินไตย ๔ อย่าง ได้แก่ พุทธวิสัย คือ เป็นวิสัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น เช่น การแสดงปาฏิหาริย์ของพระพุทธองค์ เป็นต้น อย่างที่ ๒ คือ ฌานวิสัย เป็นวิสัยของผู้มีฌาน เช่น การเหาะเหินเดินอากาศ อย่างที่ ๓ คือ วิบากแห่งกรรม เป็นผลของการกระทำ ถ้าทำบุญย่อมได้รับผล คือ ความสุข ถ้าทำบาปย่อมได้รับผล คือ ความทุกข์ และประการสุดท้าย คือ โลกจินดา คือ ความคิดในเรื่องโลก เช่น ใครเป็นผู้สร้างโลก ใครเป็นผู้สร้างดวงอาทิตย์ เป็นต้น เรื่องเหล่านี้คิดเอาเองด้วยปัญญามนุษย์ไม่ได้ ต้องอาศัยปัญญาอันบริสุทธิ์ของพระธรรมกายภายใน

ดังนั้น เรื่องอจินไตยจึงไม่สามารถรู้ได้ด้วยการคิด แต่รู้ได้ด้วยญาณทัสนะ และเห็นได้ด้วยธรรมจักขุของพระธรรมกาย คล้ายกับการรักษาโรคของคนในสมัยก่อน แต่เดิมไม่รู้ว่าโรคต่างๆ เกิดมาจากสาเหตุอะไร เพราะเชื้อโรคไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ต่อมาเมื่อมีกล้องจุลทรรศน์ เราจึงสามารถมองเห็นตัวของเชื้อโรคได้ บุญและบาปก็เช่นเดียวกัน เป็นของละเอียดที่เรามองไม่เห็นด้วยตามนุษย์ แต่สามารถเห็นได้ด้วยตาของพระธรรมกาย

ผู้ที่เข้าถึงธรรมกายแล้ว จึงจะซาบซึ้งเรื่องของบุญและบาป จะเข้าใจแจ่มแจ้งในเรื่องของกฎแห่งกรรม เพราะพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องของเหตุและผล บุคคลประกอบเหตุอย่างไร ย่อมได้รับผลเช่นนั้น เหมือนการปลูกถั่วย่อมได้ถั่ว ปลูกงาย่อมได้งา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสเรื่องผลของบุญเอาไว้มากมาย ดังตัวอย่างของผู้ที่รักในการทำบุญและได้ประสบผลบุญ ดังต่อไปนี้

*มก. ปุญญวิปากสูตร เล่ม ๓๗/๑๙๒

*ในสมัยพุทธกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสเล่าอดีตชาติของพระองค์ให้ฟังว่า ในภพชาติหนึ่งได้เสวยพระชาติเป็นลูกเศรษฐี และเห็นทุกข์เห็นโทษในการครองเรือน จึงได้ทำการบริจาคมหาทานตลอด ๗ วัน ให้กับยาจกและชาวพระนคร พอครบ ๗ วัน จึงทิ้งทุกอย่าง ใครอยากได้อะไรให้มาขนเอาไป จากนั้นจึงเดินทางเข้าป่าหิมพานต์ ออกบวชเป็นดาบส ท่านตั้งใจสมาทานมั่นในศีล และเจริญสมาธิภาวนา บำเพ็ญตบะธรรม ปลีกวิเวกอยู่คนเดียวอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ท่านใช้เวลาไม่นานนัก ได้บรรลุอภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้

หลังจากนั้น ท่านตั้งใจเจริญเมตตาจิตตลอด ๗ ปี เมื่อถึงคราวละโลก ได้ไปบังเกิดในพรหมโลก เป็นมหาพรหมผู้มีอานุภาพมาก ไม่ได้กลับมาเกิดในโลกมนุษย์ตลอด ๗ สังวัฏฏวิวัฏฏกัป หมายถึง โลกนี้เจริญขึ้นสูงสุดและเสื่อมลงต่ำสุดถึง ๗ รอบ ท่านยังเสวยสุขที่เกิดจากฌานสมาบัติ ไม่เคลื่อนไปไหน เมื่อโลกถึงความพินาศ คือ ถูกไฟบรรลัยกัลป์เผาผลาญทำลาย ท่านได้เข้าถึงพรหมโลกชั้นอาภัสสรา เมื่อโลกยังไม่ถึงความพินาศ ได้เข้าถึงวิมานพรหมอันว่างเปล่า เป็นท้าวมหาพรหม ผู้เป็นใหญ่กว่าพรหมทั้งหมด ใครๆ ครอบงำไม่ได้

เมื่อกาลเวลาผ่านไป ๗ สังวัฏฏวิวัฏฏะกัป ท่านได้จุติมาบังเกิดเป็นท้าวสักกเทวราชในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ๓๖ ครั้ง ครั้นเคลื่อนจากการเป็นจอมเทพ ก็มาเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ผู้ตั้งอยู่ในธรรม เป็นธรรมราชา มีมหาสมุทรทั้ง ๔ เป็นขอบเขต ประกอบด้วยรัตนะ ๗ ประการ คือ จักรแก้ว แก้วมณี ขุนพลแก้ว ขุนคลังแก้ว นางแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว มีบุตรมากกว่าพันคน แต่ละคนล้วนแต่กล้าหาญชาญชัย ย่ำยีข้าศึกได้ สามารถครอบครองปฐพีมณฑลนี้ อันมีมหาสมุทรเป็นขอบเขต โดยไม่ต้องใช้อาชญา ไม่ต้องใช้ศาสตราอาวุธ ท่านสั่งสอนคนในพื้นปฐพีให้ตั้งมั่นในศีลห้า ด้วยความเป็นพระราชาผู้เรืองเดช มีวัตถุเครื่องปลื้มใจมากมาย มีฤทธิ์มีเดชมีอานุภาพมาก มหาชนฟังธรรมแล้วบังเกิดความเลื่อมใส ได้ปฏิบัติตามธรรมที่พระเจ้าจักรพรรดิทรงแนะนำ ต่างมีสุคติโลกสวรรค์เป็นที่ไป

นี่เป็นเรื่องอานุภาพของบุญที่นำความสุขและความสำเร็จมาให้ คือ ถ้าหากมีบุญมาก เวลามาเกิดจะมาเป็นใหญ่ในภพภูมินั้นๆ โดยไม่ต้องไปแก่งแย่งต่อสู้กับใคร เหมือนกับว่าตำแหน่งเหล่านั้นได้รอคอยผู้มีบุญอยู่แล้ว หากเป็นพรหมจะได้เป็นท้าวมหาพรหม เป็นเทวดาจะได้เป็นท้าวสักกเทวราช เป็นมนุษย์จะได้เป็นจอมจักรพรรดิ แต่ถ้าบุญลดหลั่นลงมา ฐานะความเป็นอยู่จะด้อยลง เพราะฉะนั้น บุญจึงเป็นตัวแปรของชีวิตที่สำคัญ เป็นสิ่งที่ควรกระทำอย่างยิ่ง ตราบใดที่เรายังไม่หมดกิเลส ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร จึงไม่ควรที่จะประมาทในการดำเนินชีวิต ควรหมั่นสั่งสมบุญ ด้วยการให้ทานอย่างสม่ำเสมอ รักษาศีลให้บริสุทธิ์ และหมั่นเจริญสมาธิภาวนา ทำใจของเราให้หยุดนิ่ง อยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เมื่อใจของเราหยุดนิ่งได้ถูกส่วน กระแสบุญจะเกิดขึ้นในกลางกาย จะบันดาลให้เราสำเร็จสมปรารถนาในทุกสิ่ง เพราะฉะนั้น มาเกิดทั้งทีควรทำความดีให้ถึงพร้อม อย่าได้เบื่อหน่ายในการสั่งสมบุญ

วันพุธที่ ๑๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

สัตว์ทั้งหลายคบกันโดยธาตุ

สรรพสัตว์ทั้งหลาย ล้วนต่างปรารถนาความสุขเกลียดชังความทุกข์ แต่ยากที่จะล่วงพ้นจากทุกข์ไปได้ ความทุกข์เกิดขึ้นมาพร้อมกับการเกิดของสรรพสัตว์ ตั้งแต่วันแรกเกิดกระทั่งถึงวันที่หลับตาลาโลก ทุกชีวิตล้วนมีความทุกข์เป็นพื้นฐาน จะทุกข์มากหรือทุกข์น้อย ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ถ้ามีบุญน้อยก็ทุกข์มากหน่อย มีบุญมากความทุกข์ก็ลดน้อยลงไป เมื่อเราเข้าใจความเป็นจริงของชีวิตว่า ชีวิตเป็นทุกข์อย่างนี้แล้ว เราจะได้เกิดความเบื่อหน่ายในทุกข์ทั้งหลาย แล้วรีบขวนขวายในการสลัดตนให้หลุดพ้นจากกองทุกข์ทั้งมวล และแสวงหาความสุขที่แท้จริง ซึ่งการปฏิบัติธรรมด้วยการทำใจให้บริสุทธิ์หยุดนิ่ง เป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตของผู้ที่ปรารถนาความหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง

มีวาระพระบาลีที่ปรากฏในปฐมสขาสูตร ความว่า

“มิตรที่ดี ย่อมให้ของที่ดีงาม และเป็นของที่ให้ได้ยาก รับทำกิจที่ทำได้ยาก อดทนต่อถ้อยคำหยาบคาย แม้ยากที่จะอดทนไว้ได้ บอกความลับของตนแก่เพื่อน ไม่ละทิ้งในยามวิบัติ เมื่อเพื่อนสิ้นโภคสมบัติก็ไม่ดูหมิ่น ฐานะเหล่านี้มีอยู่ในบุคคลใด บุคคลนั้นเป็นมิตรแท้ ผู้ประสงค์จะคบมิตรสหาย ควรคบกับมิตรเช่นนั้นแล”

คนเราจะคบหาสมาคม และมีความรักความสามัคคีกันนั้น บุคคลทั้งสองจะต้องมีอุปนิสัยใจคอ และมีความประพฤติใกล้เคียงกัน มีศีลและทิฐิเสมอกัน ส่วนคนที่ชอบเที่ยวสนุกสนาน จะมีพรรคพวกที่ชอบเที่ยวชอบสนุกสนานเหมือนกัน คนที่ชอบไปวัดฟังธรรม ชอบทำบุญทำกุศล จะคบหากับคนที่ชอบทำบุญเข้าวัดฟังธรรม ส่วนคนชอบดื่มสุราจะมีเพื่อนขี้เมาด้วยกัน มีงานเลี้ยงที่ไหนจะพบเจอกันที่นั่น ส่วนคนชอบเล่นการพนัน ก็จะมีเพื่อนเป็นเซียนพนัน มีบ่อนที่ไหนก็จะเจอกันที่นั้น

สังคมของมนุษย์ จึงแยกกลุ่มไปตามอุปนิสัยของคน ดังตัวอย่างของพระภิกษุ ๒ รูป ที่มีอุปนิสัยใจคอตรงกัน จึงมีความรักความสมัครสมานสามัคคี และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เรื่องมีอยู่ว่า

*มก. สุหนุชาดก เล่ม ๕๗/๕๔

*ในสมัยพุทธกาล ที่วัดพระเชตวันมหาวิหาร มีภิกษุรูปหนึ่ง มีอุปนิสัยใจคอดุร้ายหยาบคาย พระภิกษุสามเณรที่วัดพระเชตวันต่างรู้จักอัธยาศัยของภิกษุรูปนี้เป็นอย่างดี ส่วนวัดที่อยู่ชนบทอีกแห่งหนึ่งก็มีภิกษุที่มีอุปนิสัยใจคอดุร้ายหยาบคายอีกรูปหนึ่งเช่นกัน วันหนึ่งภิกษุชนบทรูปนี้ เดินทางมาที่วัดพระเชตวันมหาวิหาร พวกภิกษุสามเณรที่วัดพระเชตวันได้ล่วงรู้อัธยาศัยของท่าน จึงไม่อยากให้พักอาศัยอยู่ด้วย แต่ได้นิมนต์ให้ท่านไปพักอยู่กับภิกษุผู้มีอารมณ์ร้ายเหมือนกัน

เหล่าภิกษุสามเณรเมื่อส่งท่านไปแล้ว ต่างหวั่นใจกลัวว่าภิกษุทั้งสองรูปนี้จะทะเลาะโต้เถียงกันลั่นวัด แต่เหตุการณ์กลับไม่ได้เป็นอย่างที่คาดคิด เพราะเมื่อภิกษุทั้ง ๒ รูป เห็นหน้ากันเท่านั้น กลับมีความสนิทสนมคุ้นเคย มีความรักความสมัครสมานสามัคคีกัน พูดคุยกันอย่างถูกคอ ทั้งยังผลัดกันนวดให้กันและกันอีกด้วย ครั้นเหล่าภิกษุรู้เรื่อง จึงสงสัยและพูดคุยสนทนาไปต่างๆ นานา

วันหนึ่ง เหล่าภิกษุได้พูดคุยสนทนากันที่โรงธรรมสภาว่า “ภิกษุทั้งสองรูปนี้ มีใจคอดุร้าย หยาบคายเฉพาะกับบุคคลอื่น แต่ทำไมเมื่อทั้งสองรูปนี้อยู่กุฏิเดียวกัน กลับไม่ทะเลาะเบาะแว้งกันเลย ทั้งยังมีความรักสนิทสนมกันดีมาก” ขณะที่เหล่าภิกษุกำลังสนทนากัน พระบรมศาสดาได้เสด็จมาและตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอกำลังสนทนาพูดคุยเรื่องอะไรกันอยู่” เหล่าภิกษุได้กราบทูลให้ทรงทราบ พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “ไม่ใช่เฉพาะในชาตินี้เท่านั้น ที่ภิกษุทั้งสองรูปนี้ มีอุปนิสัยดุร้ายหยาบคาย แต่พอเห็นหน้ากันแล้วกลับมีความรัก มีความสามัคคี มีความสนิทสนมกัน แม้ในชาติก่อนเธอทั้งสองก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน” เมื่อได้ฟังพระดำรัสดังนั้น เหล่าภิกษุอยากจะรู้เรื่องราวในอดีต จึงกราบทูลอาราธนาพระพุทธองค์ตรัสเล่าให้ฟัง พระบรมศาสดาจึงทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสเล่าว่า

ในอดีตกาล ครั้งที่พระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในเมืองพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นอำมาตย์ สำเร็จราชการทุกอย่างแทนพระราชา ทั้งยังเป็นผู้ถวายอรรถและธรรมให้กับพระราชาอีกด้วย ส่วนพระราชามีอุปนิสัยละโมบในพระราชทรัพย์ และทรงมีม้าอยู่ตัวหนึ่งชื่อมหาโสณะ

วันหนึ่ง พวกพ่อค้าม้าชาวเมืองอุตตราบถ นำม้า ๕๐๐ ตัว มาขายที่เมืองพาราณสี พวกอำมาตย์จึงเข้าไปกราบทูลให้พระองค์ทรงทราบ ช่วงแรก พระโพธิสัตว์เป็นคนตีราคาม้า จึงตีราคาตามรูปร่างของม้า และตามความเหมาะสม แล้วจ่ายทรัพย์ให้กับพวกพ่อค้าม้าด้วยตนเอง แต่ช่วงหลัง พระราชาเห็นพระโพธิสัตว์ไม่ต่อรองลดราคาม้าลง จึงเกิดความเสียดายพระราชทรัพย์ จึงตรัสเรียกอำมาตย์คนอื่นมาเข้าเฝ้าแล้วตรัสบอกว่า “ท่านจงไปทำหน้าที่ตีราคาม้า ก่อนจะตีราคาม้า ให้ปล่อยม้ามหาโสณะเข้าไปกัดม้าทั้งหลายให้เป็นแผลเสียก่อน เพื่อจะได้กดราคาม้าลงมาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้”

เมื่ออำมาตย์ได้รับพระบัญชาแล้ว ก็ทำตามพระประสงค์ทันที ฝ่ายพ่อค้าเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ที่เห็นอำมาตย์คนใหม่ปล่อยม้ามากัดม้าของพวกตน แล้วกดราคาม้าลง จึงนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเข้าไปหาอำมาตย์พระโพธิสัตว์ ซึ่งมีความคุ้นเคยกันเมื่อตอนมาขายม้าใหม่ๆ พระโพธิสัตว์ได้ถามว่า “ที่เมืองของพวกท่าน มีม้าอย่างม้ามหาโสณะไหม พวกพ่อค้าตอบว่า มีอยู่ตัวหนึ่งชื่อสุหนุ ม้าตัวนี้หยาบคายมาก” พระโพธิสัตว์จึงบอกว่า “คราวหน้า เมื่อพวกท่านนำม้ามาขายอีก ให้นำม้าตัวนี้เดินทางมาด้วย” พวกพ่อค้าม้าก็รับคำ

เมื่อพวกพ่อค้าชาวเมืองอุตตราบถเดินทางเอาม้ามาขายอีก ก็ได้นำม้าสุหนุติดมาด้วย พระราชาทรงรู้ว่า พวกพ่อค้าชาวเมืองอุตตราบถนำม้ามาขายอีก จึงรับสั่งให้เปิดสีหบัญชร เพื่อทอดพระเนตรดูม้าทั้งหลาย แล้วมีพระบัญชาให้ปล่อยม้ามหาโสณะออกไปทำงานทันที พวกพ่อค้าเห็นม้ามหาโสณะเข้ามากัดม้าของพวกตน จึงรีบปล่อยม้าสุหนุออกไปทันที พอม้าทั้งสองประจัญหน้ากัน ก็กลับเลียตัวให้กันและกัน ไม่ทำร้ายกัน มีท่าทีสนิทสนมกันมาก เหตุการณ์จึงไม่เป็นอย่างที่ตั้งพระทัยไว้

พระราชาทอดพระเนตรเห็นเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น จึงเกิดความสงสัยขึ้นมาทันที ได้ตรัสถามพระโพธิสัตว์ว่า “ม้าสองตัวนี้ ทำไมไม่กัดกัน แต่จะดุร้ายหยาบคายกัดเฉพาะม้าตัวอื่น มิหนำซ้ำ ม้าสองตัวนี้เห็นกันแล้ว กลับเลียตัวให้กันและกัน มีท่าทีสนิทสนม เหมือนเคยได้อยู่ร่วมกันมานาน เป็นเพราะเหตุใดหนอ”

พระโพธิสัตว์กราบทูลให้ทรงทราบว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ม้าสองตัวนี้มันมีปกติเสมอกัน มีธาตุเสมอกัน” แล้วกราบทูลอธิบายว่า “ม้าทั้งสองตัวนี้ มีความรักสนิทสนมกัน เพราะมีอุปนิสัยดุร้ายหยาบคายเหมือนกัน และยังเสมอกัน ทั้งชอบวิ่ง ชอบคะนอง และชอบกัดเชือกที่ล่ามอยู่เป็นประจำ ความที่มีอัธยาศัยเสมอกัน จึงไม่กัดไม่ทำร้ายกัน” เมื่อพระโพธิสัตว์กราบทูลจบ ก็ถวายโอวาทให้กับพระราชาอีกว่า “ข้าแต่มหาราช ธรรมดาพระราชาพึงอย่ามีความโลภจนเกินงาม อย่ารังแกผู้น้อย ทำสมบัติของคนอื่นให้เสียหาย ขอให้พระองค์ตีราคาม้า และจ่ายทรัพย์ให้กับพวกพ่อค้าม้าไปตามความเหมาะสมเถิด พระเจ้าข้า” เมื่อพวกพ่อค้าม้าได้ราคาตามเป็นจริง ต่างพากันร่าเริงยินดีกันถ้วนหน้า แล้วพากันกลับเมืองไป

เราจะเห็นได้ว่า คนเราจะอยู่ร่วมกันหรือคบหาสมาคมกันด้วยธาตุในตัว คือ มีอุปนิสัยใจคอตรงกัน มีศีลและทิฐิเสมอกัน มีความประพฤติที่เหมือนๆ กัน จึงสามารถไปด้วยกันได้ คนดีคบหากับคนดี คนพาลก็คบกับคนพาล บัณฑิตนักปราชญ์คบหาสมาคมกับบัณฑิตนักปราชญ์ เพราะเหตุนั้น สังคมจึงแยกกันด้วยความประพฤติที่แตกต่างกันโดยธาตุ เพราะสัตว์ทั้งหลายคบกันโดยธาตุ ดังนั้น เราควรจะมีธาตุที่บริสุทธิ์ คบหาแต่ผู้บริสุทธิ์ มีศีลมีธรรม เพื่อชีวิตของเราจะได้เจริญรุ่งเรืองสูงส่งยิ่งๆ ขึ้นไป